in , ,

KAMOME | CHAPTER 2

Ryoichi Story (เรื่องเล่าของเรียวอิจิ)

และนี่คือเรื่องราวของเรียวอิจิ…

ผมชื่อเรียวอิจิ

ต่อจากนี้ผมจะขอเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ผมออกไปเที่ยวกับ โยโกะแฟนสาวของผม

พวกเราทั้งสองได้ตั้งใจไปเที่ยวที่บ่อน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัด ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถไฟเพียงแค่สองชั่วโมง

พวกเราได้จองโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงแรมที่มีบ่อน้ำพุร้อนในตัว และตัวของโรงแรมแห่งนั้นตกแต่งด้วยคอนเซปแบบโรงแรมญี่ปุ่นเมื่อสมัยก่อน ซึ่งโดยรวมนั้นดูสวยงามและน่าพักผ่อนเป็นอย่างมากจากที่เห็นในโฆษณา

แฟนสาวของผมเองไม่เคยออกไปเที่ยวค้างคืนที่ไหนเลย เพราะครอบครัวของเธอนั้นเข้มงวดเอามากๆ ซึ่งนี่ก็เป็นโอกาสที่พวกเราทั้งสองเฝ้ารอกันมาตลอด เพราะพวกเราไม่คิดว่าพ่อแม่ของแฟนสาวของผมนั้นจะเชื่อในสิ่งเธอโกหกไป ว่าเธอนั้นไปเที่ยวกับเพื่อนผู้หญิง บอกตามตรงเลยว่าผมเองรู้สึกตื่นเต้นเอามากๆ

พวกเราถึงที่โรงแรมตอนประมาณบ่ายสาม หลังจากที่ระหว่างทางพวกเราได้แวะไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในพื้นที่ของตัวเมืองนั้น ซึ่งสภาพของโรงแรมนั้นพวกเราเองก็ค่อนข้างตกใจเล็กน้อย เพราะภาพที่พวกเราเห็นในโฆษณากับที่สภาพของโรงแรมที่เราเห็นกันอยู่ตรงหน้านั้น มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แต่อย่างน้อยที่นี่ก็มีบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งเปิดให้บริการ

เรื่องราวแปลกๆนั้นมันเริ่มขึ้นตั้งแต่พวกเราก้าวเข้าไปยังโรงแรมแห่งนั้น ตรงล๊อบบี้เช็คอิน,ผู้จัดการโรงแรมซึ่งเป็นผู้หญิงเข้ามาให้การต้อนรับพูดคุยกับเรา ด้วยท่าทีแปลกๆ

“สวัสดีคะ ยินดีต้อนรับสู่โรงแรม XXXX (ชื่อของโรงแรม) ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจองห้องพักในนามว่าอะไรคะ”

แฟนสาวของผมก็ได้บอกชื่อไปแล้วหลังจากนั้นผู้จัดการโรงแรมก็ทำการตรวจสอบรายชื่ออยู่ซักพักหนึ่ง

“คุณ…โยโกะ… เดี๋ยวนะ?”

จู่ๆผู้จัดการโรงแรมก็ทำหน้าตาช๊อคหลังจากที่ได้เจอชื่อของแฟนสาวของผมที่ได้ทำการจองห้องไว้ ผมด้วยความสงสัยจึงถามเธอกลับไป

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?”

ผู้จัดการโรงแรมเริ่มมีสีหน้าที่งุนงงและตื่นตระหนกหลังจากนั้นเธอตอบกลับมาว่า

“ฉันเกรงว่าในข้อมูลที่ลูกค้าที่โทรมาจองนั้นคุณลูกค้าแจ้งไว้ว่าห้องพักสำหรับแขกผู้หญิงสองท่าน”

แฟนสาวของผมได้แจ้งชื่อของเธอ และเพื่อนของเธอในการจองห้องพักไว้เผื่อเกิดปัญหา พ่อกับแม่ของเธอนั้นโทรมาเช็คกับทางโรงแรมว่าเธอนั้นมาพักกับเพื่อนผู้หญิงจริงๆหรือไม่(ซึ่งก็มีโอกาสที่พวกเขาจะทำแบบนั้นจริงๆ)

โยโกะถามผู้จัดการกลับไป

“คือว่าเพื่อนของฉันนั้นเกิดปัญหาติดธุระมาไม่ได้ฉันเลยให้เขามาแทน, แบบนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหานี่คะ?”

แต่ผู้จัดการเองก็ยังยืนกรานว่า

“ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ แต่ว่าทางเราได้จัดเตรียมห้องไว้สำหรับแขกผู้หญิงเท่านั้น และห้องพักอื่นๆตอนนี้ก็ถูกจองไว้หมดเรียบร้อยแล้ว”

ผมไม่เคยรู้เลยว่าโรงแรมมีห้องพักที่มีไว้เฉพาะผู้หญิงอยู่ด้วย จากที่ผมรู้สึกแฮปปี้ผมเริ่มที่จะหงุดหงิดเล็กน้อย และเริ่มต่อว่ากับทางผู้จัดการ

แต่ผู้จัดการก็พยายามขอโทษและพยายยามเกลี้ยกล่อมให้พวกเราหาที่พักที่อื่น

“ทางเราต้องขอโทษคุณลูกค้าด้วยจริงๆนะคะ ถ้าเกิดทางเรารู้ว่าคุณจะพาแขกผู้ชายมาด้วยทางเราจะได้แจ้งกับทางลูกค้าไว้ตั้งแต่แรก เอาเป็นว่าคุณลูกค้าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่ามัดจำใดๆทั้งสิ้น แต่ทางเราอยากจะขอให้คุณลูกค้าหาที่พักที่อื่นแทนนะคะ”

โยโกะเองเริ่มที่จะหงุดหงิดเช่นกัน

“แต่ว่าโรงแรมอื่นๆที่เมืองนี้ถูกจองไปหมดแล้ว และนี่ก็เป็นโรงแรมแห่งเดียวที่พวกเราเจอว่ายังมีห้องพักว่างอยู่ ซึ่งพวกเราเองก็ตั้งใจที่จะมาพักที่นี่จริงๆ” 

ผมเลยพยายามเกลี้ยกล่อมผู้จัดการโรงแรมอีกครั้ง

“ของร้องเถอะครับให้พวกเราพักที่นี่เถอะ พี่สาวของผมนั้นเธอตื่นเต้นเอามากๆที่จะได้มาเที่ยวที่นี่ ในตอนแรกนั้นเธอเสียใจมากๆที่เพื่อนของเธอนั้นขอยกเลิกเนื่องจากเธอมีธุระบางอย่างทำให้เธอมาไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจที่จะมาเป็นเพื่อนของเธอแทนนะครับ”

ผมพยายามโกหกผู้จัดการโรงแรมว่าเราทั้งสองเป็นพี่น้องกันมาตั้งแต่แรกเพื่อให้ดูไม่น่าเกลียด และหลังจากที่ผมอธิบายจนเสร็จ ผู้จัดการเองก็ดูมีทีท่าที่อ่อนลง

“โอเค…ตกลงเธอเป็นพี่น้องกัน? งั้นพวกเธอช่วยแสดงบัตรประชาชนให้ดูหน่อยเพื่อเป็นหลักฐานว่าพวกเธอนั้นเป็นพี่น้องกันจริงๆ” 

“ในตอนนี้พวกเราทั้งสองไม่มีใครเอาบัตรประชาชนมาเลยแต่ว่า พวกเรารับปากว่าพวกเราจะไม่ใช้อ่างอาบน้ำสำหรับครอบครัวในห้องแน่นอน พวกเราขอแค่คุณอณุญาติให้พวกเราเข้าพักก็พอ?(ห้องพักที่จองไว้นั้นเป็นห้องส่วนตัวซึ่งจะมาพร้อมกับอ่างอาบน้ำสำหรับครอบครัว ซึ่งการที่จะใช้อ่างอาบน้ำนั้นได้ผู้ที่จองห้องพักและผู้ติดตามจะต้องแสดงหลังฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกัน)”

ผมพยายามเกลี้ยกล่อมผู้จัดการอยู่เกือบชั่วโมง ทั้งขอร้องทั้งตื้อ รวมไปถึงโยโกะเองก็ช่วยกดดันด้วยการร้องไห้อีกแรง จนสุดท้ายผู้จัดการเองก็ทนไม่ไหวก็เลยยอมให้พวกเราทั้งสองเข้าพัก

“เอาละ ก็ได้ๆ พวกเธอสามารถเข้าพักที่นี่ได้ และอันที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากจะพูดออกมาซักเท่าไหร่ แต่ว่าที่นี่นั้นมีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งที่ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบ ในห้องๆนั้นที่พวกเธอทำการจองไว้…ทางโรงแรมมีกฎเหล็กที่ต้องบอกลูกค้าว่า 

ห้ามกระทำการใดๆที่เป็นการอนาจารโดยเด็ดขาด รวมไปถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วย ฉันรูว่าพวกเธอนั้นเป็นพี่น้องกันแต่ว่า พวกเธอต้องเข้าใจด้วยว่านี่เป็นกฎของทางโรงแรมที่จะต้องแจ้งให้กับลูกค้าทราบตอนที่ทำการ check-in”

มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากหลังจากที่ผมได้ยินคำเตือนเหล่านั้นจากผู้จัดการ แต่หลังจากที่สุดท้ายผู้จัดการโรงแรมยินยอมให้พวกเราเข้าพัก ผมก็รู้สึกโล่งใจจนไม่สนใจกับคำเตือนที่ผู้จัดการบอกเท่าไหร่นัก

4โมงเย็น

พนักงานพาเราไปส่งยังห้องพักของเรา

พวกเราสนุกกับทริปนี้มากทั้งแช่บ่อน้ำร้อน ซีฟู้ดรสชาติเยี่ยมที่เสิร์ฟตอนมื้อเย็น จนมารู้ตัวอีกทีก็ท้องฟ้ามืดแล้ว

คืนนั้นโยโกะนั้นเธอดูสวยงามมากในชุดยูกาตะที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ มันเข้ากันกับผมสีดำอันยาวสลวยของเธอเอามากๆ ในคืนนั้นด้วยความที่พวกเรานั้นได้ดื่มสังสรรค์กันด้วย พวกเราลืมนึกถึงคำเตือนที่ผู้จัดการบอกกับพวกเราไว้ และเราก็ได้ฝ่าฝืนข้อต้องห้ามที่ทางผู้จัดการโรงแรมกำชับไว้จนพวกเราเผลอหลับไปประมาณห้าทุ่ม

และเรื่องราวที่เหมือนฝันร้ายก็ได้เกิดขึ้นในกลางดึกคืนนั้น…

ผมตื่นขึ้นมาตอนประมาณเที่ยงคืนกว่าๆเพราะเกิดอาการปวดฉี่ ซึ่งโยโกะก็นอนอยู่ข้างๆผม ในตอนนั้นผมคิดอยู่ในหัวว่า “บางทีผมอาจจะดื่มมากไปหน่อย”

ผมพยายามที่จะลุกขึ้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้ “นี่ผมนอนละเมอหรือผมเมาอยู่กันแน่เนี่ย?” นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนนั้น

แต่การที่โยโกะนอนอยู่ข้างๆผมทำให้ในตอนนั้นผมไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย

ด้วยความที่ผมขยับตัวไม่ได้สิ่งที่ผมทำได้ก็เพียงแค่มองไปรอบๆห้อง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมไม่ควรที่จะทำเลยแม้แต่น้อย…

มันกำลังจ้องมาที่พวกเรา…

ในห้องพักนั้นจะมีตู้เสื้อผ้าซึ่งเป็นประตูแบบบานเลื่อนอยู่ตรงทางปลายเตียง ประตูบานหนึ่งค่อยเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ และตรงช่องระหว่างประตู ผมเห็นใบหน้าสีขาวกำลังจ้องเขม็งมาทางพวกผม

มันเป็นใบหน้าของหญิงสาว…ผมของเธอยาวประมาณใหม่ แต่ผมก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะมันดูยุ่งเหยิงมากๆ ตู้เสื้อผ้านั้นมีความกว้างที่คนสามารถที่จะเข้าไปหลบได้ แต่ว่าผู้หญิงที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนั้นเธอดูไม่เหมือนคนที่มีชีวิตอยากสิ้นเชิง เธอสวมเสื้อผ้าที่เหมือนกับกิโมโนสีน้ำตาลหรือสีเหลืองซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจ

แววตาที่เธอจ้องมาทางเรานั้นมันเต็มไปด้วยความเกลียดชังและโกรธแค้น

ใบหน้าของเธอนั้นเธอไม่มีคิ้ว นัยตาของเธอเปิดกว้างเหมือนกับหน้ากาก ฮันยะ (Hannya Mask) เธอจ้องเขม็งมาที่พวกเราไม่มีอาการกระพริบตาเลยแม้แต่นิดเดียว

ดวงตาของเธอนั้นตรงส่วนที่มันควรจะเป็นสีขาวมันถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานราวกับเลือด และตาดำของเธอมันมีสีขาวคล้ายกับผู้ป่วยที่ตาเป็นต้อกระจก สีของดวงตานั้นเหมือนกับสีของก้อนเมฆและถูกทำลายด้วยอะไรบางอย่าง

ดวงตาของเธอนั้นมันดูชั่วร้ายและน่ากลัวเกินกว่าที่จะจ้องมอง

ผมอยากที่จะตะโกนร้องออกมาแต่ผมไม่สามารถทำได้ ไม่สิต้องบอกว่า มันไม่มีเสียงออกมาเลยมากกว่า

ผมพยายามที่จะหลับตาลงแต่ก็ดูเหมือนว่าผมสูญเสียสติสมัปะชัญญะในการควบคุมอย่างสิ้นเชิง

หัวใจของผมเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายมันเริ่มที่จะรู้สึกชาจากความหวาดวิตก และในตอนนั้นผมเองได้ยินเสียงหัวใจของผมเองเต้นดังชัดมากๆทามกลางความเงียบสงัด

ในตอนนั้นผมรู้สึกทรมานมาก ราวกับว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนั้นมันดูไม่มีที่ท่าว่าจะจบลง เธอจ้องมองผมด้วยสายตาอันน่าสยดสยองนั่นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยแม้แต่น้อย

ผมรู้สึกกลัวมากๆ ผมอยากให้โยโกะนั้นรู้สึกตัวแล้วตื่นขึ้นมาช่วยผม

หลังจากนั้นเธอก็เริ่มแสยะยิ้มให้กับผม ผมรู้สึกได้ถึงอันตรายจากรอยยิ้มของเธอ

มือสีขาวซีดของเธอค่อยๆปรากฎออกมาอย่างๆช้าจากเงามืดของตู้เสื้อผ้า เธอค่อยๆวางมือของเธอลงบนประตูตู้เสื้อผ้าแล้วเลื่อนเปิดมันออกมาอย่างช้าๆ

เสียงของประตูตู้เสื้อผ้าที่กำลังเลื่อนอยู่มันทำให้ผมสัมผัสได้ว่าสิ่งที่ผมกำลังเห็นอยู่ตรงหน้าของผม มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ และเมื่อประตูถูกเปิดออกมาได้ครึ่งหนึ่ง เธอก็ค่อยๆคลานออกมาจากตู้เสื้อผ้าอย่างช้าๆตรงมาที่ๆพวกผมนอนอยู่

“ไม่ หยุดนะ! อย่าเข้ามานะเว้ย!” ผมได้แต่คิดอยู่ในหัวเพราะผมไม่สามารถตะโกนออกมาได้

คือไม่รู้ว่าเพราะเธอสามารถได้ยิงเสียงในหัวของผมหรือยังไงก็ไม่ทราบ แต่จู่ๆเธอก็แสยะยิ้มออกมาแถมคราวนี้เธอเปิดปากออกมาด้วยจนมันทำให้ผมเห็นว่า เธอนั้นไม่มีฟันเลยแม้แต่ซี่เดียว

เธอนั้นยังดูสาวอยู่เลยแต่ว่าเธอนั้นไม่มีฟันเหมือนคนแก่ที่อายุมากจนไม่มีฟันเหลือในปากแล้ว และด้วยแสงไฟสลัวในห้องมันทำให้สภาพของเธอนั้นดูน่าสยดสยองเอามากๆ

ใบหน้าอันซีดเผือก นัยตาสีขาวห้อมล้อมด้วยสีแดงเลือดที่เปิดกว้าง ปากที่อ้ากว้างดูราวกับหลุมดำที่กลืนกินทุกสิ่ง รูปลักษณ์ของเธอนั้นมันทำให้ผมกลัวจนอยากจะร้องไห้ออกมาเลย

กิโมโนที่เธอใส่อยู่ส่งเสียงประหลาดบางอย่างทุกย่างก้าวที่เธอก้าว เธอค่อยๆคลานเข้ามาหาพวกเราอย่างช้าๆในความมืดจนสุดท้ายแล้วเธอเข้ามาใกล้จนถึงปลายเตียง…ใกล้จนเธอสามารถที่จะสัมผัสกับพวกเราได้

นี่มันคงเป็นจุดจบของพวกเราแน่ๆ ผมคิดแบบนี้ในหัวจริงๆ

ในช่วงเวลานั้นผมรู้สึกได้ว่าร่างกายของผมนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทั้งๆที่ร่างกายของนั้นเย็นยะเยือกด้วยความกลัว

แต่สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่ผม แต่เป็นโยโกะแฟนสาวที่ผมรักผู้ซึ่งนอนอยู่ข้างๆผม

เธอค่อยๆคลานจากพื้นขึ้นมาบนที่นอนแล้วก็ขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัวของแฟนสาวของผม เธอจ้องเขม็งไปยังโยโกะด้วยดวงตาอันน่าสยดสยองของเธอ แล้วเธอก็เริ่มเอานิ้วหัวแม่มือวางลงบนเปลือกตาของโยโกะทั้งสองข้าง

และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เธอพยายามจะเจาะลูกตาทั้งสองข้างของโยโกะผมสามารถมองเห็นสิ่งที่เธอทำกับแฟนสาวของผม จนสุดท้ายดวงตาทั้งสองข้างของเธอนั้นถูกบดขยี้ด้วยมือของผู้หญิงคนนั้น

ผมที่ตอนนั้นไม่สามารถขยับตัวได้เลยก็ได้แต่กรีดร้องอยู่ในหัว

“หยุดเถอะได้โปรด หยุดทำร้ายโยโกะเถอะ!!”

แต่สิ่งที่คิดอยู่ในหัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมันกลับเลวร้ายลงกว่าเดิม

ผมได้ยินเสียงเหมือนกับหมากฝรั่งที่ถูกเป่าจนแตกดังป๊อป… มันเป็นเสียงของดวงตาของโยโกะนั้นแตกออกจากการบดขยี้ เลือดเริ่มไหลซึมออกมาจากเบ้าตาของเธอ

หลังจากนั้นผมเหนสีหน้าของหญิงสาวคนนั้น เธอดูสะใจและมีความสุขเอามากๆกับสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ผมเห็นมันทำให้ผมถึงกับฉี่ราดดด้วยความกลัวสุดขีดและทำให้ผมหมดสติไป

ผมตื่นขึ้นมาอีกทีหลังจากได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เพราะทางล๊อบบี้โทรมาแจ้งกับผมว่าอาหารเช้านั้นได้ถูกเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และเมื่อผมลุกขึ้นมานั่งภาพของหญิงสาวที่ผมเห็นเมื่อกลางดึกก็ผุดขึ้นมา และผมรู้สึกว่ากางเกงที่ผมใส่นั้นยังเปียกอยู่ และโยโกะ…

เธอนอนสลบไม่ได้สติ พร้อมทั้งมีเลือดไหลออกมาจากตาทั้งสองข้างของเธอ ผมตะโกนออกมาด้วยความตกใจกลัวอย่างสุดขีด เพราะเหตุการณ์ที่ผมเห็นเมื่อคืนนั้นมันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

ด้วยความตกใจผมรีบโทรศัพท์แจ้งกับทางล๊อบบี้แล้วก็เริ่มพูดจาไม่รู้เรื่องด้วยความตื่นตระหนก

“มีผู้หญิงอีกคนอยู่ในห้อง…และดวงตาของเธอนั้นก็มีสีแดง แล้วก็แฟนสาวของผมดวงตาของเธอ..!!”

และน่าแปลกที่เมื่อผมพูดอะไรบางอย่างพวกนี้ออกไปแต่เหมือกับว่าทุกคนจะเข้าใจสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะหลังจากที่ผมวางสายก็มีพนักงานหลายคนรีบตรงมายังห้องของผมทันที

พวกเขารีบปฐมพยาบาลแล้วพาเธอไปยังที่ไหนซักแห่งด้วยรถของทางโรงแรม (ผมแอบแปลกใจตรงที่พวกเข้าไม่เรียกรถพยาบาล)

ผมถูกพาตัวไปยังห้องของพนักงานที่ซึ่งผู้จัดการโรงแรมนั่งรอผมอยู่ที่นั่นด้วยอารมณ์ที่โกรธมากๆ แต่สีหน้าของเธอแสดงถึงความเศร้าเสียใจ

“เอาหละ พวกเธอทั้งสองไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆสินะ”

“เธอไม่รักษาสัญญาที่เธอให้ไว้ตอนเช็คอิน พวกเธอรู้ใช่ไหมว่าพวกเธอทำสิ่งที่เป็นเรื่องต้องห้ามลงไป…”

และหลังจากนั้นเธอก็เริ่มเล่าความจริงที่น่าสยดสยองที่เกิดขึ้นในบริเวณโรงแรมแห่งนั้น รวมไปถึงเรื่องราวของห้องที่พวกผมพักอาศัยอยู่ด้วย

เธอเล่าว่า…

นานมาแล้ว, บริเวณแห่งนี้ถูกเรียกว่าแหล่ง “คาโมเมะ( Kamome )” หรือเรียกกันสั้นๆว่า ”คุณแม่ชั่วคราว”ในภาษาญี่ปุ่น (ถ้าเป็นในไทยก็คงต้องเรียกว่าอุ้มบุญ) หรือเรียกกันสั้นๆอีกชื่อว่า “คาโมะ”

คาโมเมะเป็นสถานที่ที่มีผู้หญิงที่ยอมเป็นตัวแทนตั้งท้องให้กับคู่สามีภรรยา ที่ไม่สามารถมีบุตรได้ด้วยตัวเอง

พวกเขามักจะมาจากบ้านที่ไม่มีอันจะกิน หรือครอบครัวชาวนา รวมไปถึงเด็กกำพร้าที่เร่ร่อนอยู่ตามเมือง

พวกเขาจะถูกขายให้กับเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ผู้ซึ่งเป็นคนจัดการดูแลเหล่าคาโมเมะทั้งหมดในบริเวณนี้ ซึ่งเมื่อพวกเธอถูกขายเป็นที่เรียบร้อย, พวกเธอจะถูกปฏิบัติเหมือนกับ “สินค้า” ที่ให้บริการ “ตั้งครรภ์และกำเนิดบุตร” ให้กับลูกค้า เพียงเท่านั้น

เจ้าของโรงแรมได้สร้างห้องพิเศษขึ้นมาหนึ่งห้องเพื่องานสำหรับคาโมเมะโดยเฉพาะ คาโมเมะจะต้องมีสัมพันธ์กับลูกค้า(ที่เป็นสามี) อยู่ในห้องนั้นจนกว่าจะตั้งครรภ์ หลังจากที่คาโมเมะตั้งครรภ์แล้ว, คู่สามีภรรยาที่ใช้บริการนั้นจะต้องรับผิดชอบดูแลเธอจนเธอคลอด ซึ่งทางเจ้าของโรงแรมอณุญาติให้พาเธอกลับไปยังบ้านของพวกเขาได้ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะให้กำเนิดบุตรที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่โดยส่วนมากพวกเธอจะถูกขังให้อยู่ในตู้เสื้อผ้าหรือห้องลับภายในบ้านเพื่อไม่ให้มีใครพบเห็น

เมื่อพวกเขาให้กำเนิดบุตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คู่สามีภรรยาที่มาใช้บริการสามารถที่จะส่งคาโมเมะกลับมายังโรงแรมได้ทันที พวกเธอจะมีเวลาพักฟื้นอยู่เพียงไม่นานจนสามารถที่จะให้บริการได้อีกครั้ง พวกเธอจะถูกส่งกลับไปทำงานต่อทันที และพวกเธอก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานสกปรกเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

เพราะตั้งแต่พวกเธอถูกขายให้กับเจ้าของโรงแรม, พวกเธอก็ได้สูญเสียอิสรภาพในชีวิตของพวกเธอไปเป็นที่เรียบร้อย

มีอยู่ปีหนึ่ง, ได้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา เมื่อทางเจ้าของโรงแรมพบว่ามีคาโมเมะคนหนึ่งได้หลบหนีไปกับลูกค้าผู้ซึ่งตกหลุมรักกับคาโมเมะคนนั้น หรืออีกกรณีที่หนึ่งในพวกเธอหลบหนีไปพร้อมกับลูกที่พึ่งให้กำเนิดได้ไม่นาน

นั่นจึงทำให้เจ้าของโรงแรมนั้นเกิดมีความคิดที่เลวร้ายขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหมด

เขาได้ทำลายดวงตาของพวกเธอด้วยของมีคมในตอนที่พวกเธอกำลังหลับหรือถูกวางยาให้เสียสติ

ด้วยวิธีนี้…ใบหน้าของพวกเธอก็จะไม่ใช่สิ่งที่จะดึงดูดผู้ชายให้ตกหลุมรักอีกต่อไป และการที่พวกเธอสูญเสียการมองเห็นก็ทำให้พวกเธอไม่สามารถที่จะหนีไปไหนได้

พวกเขาทำแม้แต่ถอนฟันของพวกเธอออกจากปากจนหมดเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเธอจะไม่สามารถดึงดูดผู้ชายได้อีกต่อไป

แต่มันก็ทำให้ชายที่เข้าไปใช้บริการนั้นไม่สามารถมีอารมณ์ที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ จนต้องให้ภรรยาของเขาเองเข้าไปช่วยในห้องเพื่อทำให้งานเสร็จ

สองปีหลังจากที่พวกเขาได้เริ่มกระทำการอันโหดร้ายเหล่านั้น เรื่องแปลกๆก็เริ่มเกิดขึ้นภายในหมู่บ้านแห่งนั้น

เด็กๆที่ถูกกำเนิดมาจากคาโมเมะนั้นจู่ๆก็เกิดอาการเสียสติคลุ้มคลั่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ

พวกเขาสูญเสียการมองเห็นและบางรายก็มีอาการสติหลุดลอยน้ำไหลเยิ้มออกมาจากปาก หรือบางรายก็กรีดร้องไม่หยุด และบางรายก็เกิดอาการเหมือนเป็นต้อกระจก

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กๆที่กำเนิดมาจากคาโมเมะ ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็สงสัยว่าต้นตอทั้งหมดนั้นอาจจะมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหล่าคาโมเมะก็เป็นได้

ผู้คนเริ่มไม่ไปใช้บริการคาโมเมะกับทางเจ้าของโรงแรมอีกต่อไป

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาคิดจะหยุดเรื่องพวกนี้ลงได้, เขาได้พยายามแก้ปัญหาโดยการจ้างหมอ และร่างทรงที่มีชื่อเสียงเข้ามาแก้ปัญหา แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้แม้แต่นิดเดียว

จนวันหนึ่ง, มีพระท่านหนึ่งได้เดินทางไปยังที่โรงแรมแห่งเพราะได้ยินข่าวลือที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนั้น

เขาได้พบเห็นคาโมเมะที่สูญเสียดวงตาทั้งหมดหกคน สิ่งที่เขาเห็นที่ให้ตัวของเขาเองถึงกับพูดไม่ออกเพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันเป็นสิ่งที่โหดร้ายเอามากๆ

เขาหันกลับไปมองที่เจ้าของโรมแรมด้วยสีหน้าที่โกรธเกรี้ยว และพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังกับเจ้าของโรงแรม

“พื้นที่แห่งนี้ถูกสาปด้วยแรงอาฆาตแค้นของเหล่ามารดาที่ต้องเสียชีวิต โดยที่ไม่ได้เห็นแม้แต่หน้าของลูกตัวเอง ที่พวกเขาต้องให้กำเนิดลูก ที่พวกเขาต้องทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัส เพื่อสนองความต้องการของพวกคุณ”

“คุณต้องหยุดกระทำการที่ผิดมนุษย์มนา เหล่าธุรกิจที่ผู้คนต้องมาทนทุกข์ทรมานแบบนี้โดยทันที มิฉะนั้นเหล่าผู้คนในหมู่บ้านนั้นจะโดนคำสาปกันหมด” 

 

เจ้าของโรงแรมนั้นตกใจมากกับคำพูดที่พระท่านนี้ได้บอกกับเขา เพราะเขาเองก็นึกขึ้นได้ว่าเหล่าญาติพี่น้องของเขาเองก็อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนั้นเช่นเดียวกัน

“ผมเข้าใจแล้ว ผมจะเลิกทำธุรกิจนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ว่าแต่ท่านพอมีวิธีไหนที่จะรักษาเหล่าเด็กๆพวกนั้นหรือไม่?” เขาถามพระท่านนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

 

พระท่านนั้นส่ายหน้า

“โชคร้ายหน่อยนะ, วิธีแก้มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะสิ เหล่าวิญญาณของผู้เสียชีวิตนั้นสมควรที่จะได้รับการพักผ่อนอย่างสงบ”

 

เจ้าของโรงแรมตอบในทันที

“ที่ๆพวกเธอจะได้พักผ่อนอย่างสงบ… งั้นเดี๋ยวผมจะรีบสร้างหลุมศพให้พวกเธอในทันทีเลย”

 

พระท่านนั้นส่ายหัวอีกครั้ง

“แค่นั้นมันยังไม่พอ, เจ้าจงเตรียมตระกร้าใบเล็กๆไว้”

 

เจ้าของโรงแรมก็ได้รีบสั่งให้คนรับใช้ของเขารีบไปนพตระกร้าใบเล็กมาให้เขาทันที และหลังจากนั้นพระท่านนั้นก็พูดต่อ

“เจ้าจงนำคริสตัลขนาดเท่ากับดวงตาของมนุษย์ 2ลูก ใส่ลงในตระกร้าใบนี้ คริสตัลสองลูกนี้จะทำหน้าที่เป็นดวงตาให้กับพวกคาโมเมะที่สูญเสียดวงตาที่เกิดจากการกระทำของคุณ”

“หลังจากนั้นคุณจงไปตามเอาสายสะดือของเด็กที่ลูกค้าของคุณได้มาใช้บริการกับคุณคืนมาให้หมด แล้วให้นำมันใส่ลงในตระกร้าใบนี้ด้วย”

 

เจ้าของโรงแรมรู้สึกไม่โอเคกับคำสั่งเหล่านี้สักเท่าไหร่

“คุณรู้ไหมว่าคริสตัลบอลลูกนึงนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่? แล้วนี่ไม่ใช่แค่หนึ่งแต่มันตั้งสองลูกเลยนะ???”

“และยังมีสายสะดืออีก? ผมไม่คิดว่าผมจะตามเอาคืนมาได้หรอก พวกเรามอบมันให้กับเหล่าลูกค้าไปแล้ว และตอนนี้พวกเขาก็ไม่พอใจผมเป็นอย่างมากเพราะตอนนี้พวกเขามองผมเป็นต้นเหตุของเรื่องพวกนี้”

 

พระท่านนั้นรู้สึกผิดหวังในทรรศนคติของเจ้าของโรงแรมเป็นอย่างมาก และเขาก็พูดต่อด้วยแววตาที่หดหู่

“คุณทำลายชีวิตของหญิงสาวบริสุทธิ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและความโลภของคุณเอง คุณทำลายดวงตาของพวกเขา บังคับให้พวกเขาต้องทำในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เต็มใจจะทำ ให้กำเนิดอย่างไม่เต็มใจ และคุณยังจะไปพรากลูกๆของพวกเขาอีก และตอนนี้คุณก็ยังจะมาห่วงเรื่องเงินในกระเป๋าของคุณอยู่อีก,ช่างน่าสิ้นหวังจริงๆ”

“เหล่าผู้หญิงทั้งหกคนที่ตาบอกพวกนี้ ฉันจะขอรับพวกเธอไปกับฉันและฉันจะดูแลพวกเธอเองต่อจากนี้ ส่วนพื้นที่แห่งนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณแล้วแหละว่าจะกลับใจแล้วจัดการเก็บกวาดสิ่งที่ตัวเองทำอยู่หรือเปล่า เพราะสุดท้ายถ้าคุณไม่คิดจะทำอะไร คำสาปมันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และบางทีมันอาจจะสายเกินไปที่จะแก้ไขก็เป็นไปได้…”

พระพูดด้วยเสียงท่าทีที่สงบ แต่ภายในดวงตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความโกรธจากการที่เขาได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

 

เจ้าของโรงแรมก็ได้พูดกับพระ

“โอเคผมเข้าใจแล้ว ผมจะเตรียมลูกบอลคริสตัลและตามรวมรวมสายสะดือ แล้วหลังจากนั้นผมต้องทำอย่างไรต่อ?”

 

พระท่านนั้นก็อธิบายต่อ

“หลังจากที่คุณรวบรวมของทุกอย่างครบแล้ว ให้คุณนำมันไปฝังไว้ที่หลุมศพที่ๆพวกเธอนั้นอยู่ ลูกบอลคริสตัลจะทำหน้าที่เป็นดวงตาให้กับพวกเธอ และสายสะดือนั้นก็จะเป็นสื่อนำทางให้พวกเธอสามารถมองเห็นเด็กๆของพวกเขาได้”

 

สุดท้ายแล้วเจ้าของโรงแรมก็ทำตามคำสั่งที่พระท่านนั้นสั่งทั้งที่ไม่เต็มใจ

เขาขายที่ดินส่วนหนึ่งของเขาเพื่อนำเงินไปซื้อลูกบอลคริสตัลสองลูก และทำการติดต่อเหล่าลูกค้าเพื่อขอสายสะดือคืนเพื่อนำไปวางไว้ที่หลุมศพของเหล่าคาโฒเมะที่เสียชีวิต

 

หลังจากนั้นเหล่าเด็กในหมู่บ้านก็ค่อยๆอาการดีขึ้นอย่างช้าๆจนสามารถกลับมาพูดได้ตามปกติ แต่ทว่าพวกเขาเองกลับจำพ่อแม่ของพวกเขาเองไม่ได้ และเรื่องราวของคาโมเมะก็กลายมาเป็นเรื่องต้องห้าม ที่ไม่ให้ใครพูดถึงในหมู่บ้านนั้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และมันเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่ให้คนภายนอกนั้นรู้เรื่องราวเหล่านี้

 

เจ้าของโรงแรมนั้นได้หยุดทำธุรกิจสีดำหรือเท่าพวกนั้นหลังจากเรื่องทุกอย่างจบลง

โรงแรมแห่งนี้ถูกขายต่อหลายต่อหลายครั้ง และในปัจจุบันนั้นผู้จัดการโรงแรมนั้นเป็นผู้ถือครองโรงแรมแห่งนี้อยู่ และผู้จัดการโรงแรมกับเจ้าของโรงแรมคนก่อนหน้านั้นไม่ได้ความสันพันธ์กันทางสายเลือด

 

หลังจากที่ฟังเรื่องนี้จนจบ ผมรีบถามผู้จัดการโรงแรมในทันที

“เดี๋ยวนะครับ งั้นสิ่งที่ผมเห็นเมื่อคืนตรงหน้าของพวกผมนั้นก็คือคาโมเมะที่คุณพูดถึงใช่ไหม?

และเท่าที่ผมเข้าใจ, ผมคิดว่าความแค้นหรือคำสาปของพวกเธอนั้นได้หายไปแล้วไม่ใช่หรือ?”

 

ผู้จัดการโรงแรมส่ายหัวแล้วก็พูดว่า

“ไม่ เรื่องราวมันยังไม่จบแค่นั้น…”

.

.

.

รอติดตามตอนสุดท้ายกับ KAMOME CHAPTER 3 “The Consequence (ผลของการกระทำ)” ได้ในอาทิตย์หน้า

และหากใครที่อยากอ่าน KAMOME ตอนอื่นๆ คุณผู้อ่านสามารถคลิ้กที่ลิงค์ข้างล่างได้เลย

KAMOME | CHAPTER 1 : Yoko San

KAMOME | CHAPTER 3 : The Consequence (ผลของการกระทำ)

What do you think?

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading…

0

KAMOME | CHAPTER 1

KAMOME | CHAPTER 3