in ,

เมื่อ ” ค่ำคืน ” มาเยือน

The Night is Coming :D

thb-the-night-is-coming-feature-image
Edited by The Haunted Bar Vector Image from イラストAC

สวัสดีครับ ผมชื่อ ยามาโอะ

ผมเป็นนักศึกษาซึ่งปัจจุบันตัวผมเองอาศัยอยู่ในโตเกียว และนี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมในขณะที่ผมพึ่งเข้ามหาลัยใหม่ๆ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อพาร์ทเม้นท์ที่ผมอาศัยอยู่ในตอนนั้นมีเหตุจำเป็นที่จะต้องทำการปิดปรับปรุงตัวอาคาร ทำให้ตัวผมเองต้องตามหาที่อยู่ใหม่

ซึ่งในตอนนั้นที่ผมกำลังพยายามหาที่อยู่ใหม่ ผมก็ได้บังเอิญไปเจอกับอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งซึ่งสภาพของห้องนั้นก็ดูดีกว่าห้องเก่าที่ผมเคยอยู่

นอกจากนี้ตัวอพาร์ทเม้นท์เองก็อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยที่ผมต้องไปเรียนซึ่งใช้เวลาในการเดินเพียงไม่นาน และที่สำคัญกว่านั้นคือค่าเช่าที่ถูกอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว

เมื่อผมได้เข้าไปดูห้อง…ด้วยความสงสัยผมก็ได้สอบถามกับทางตัวแทนว่า “ ทำไมค่าเช่าของที่นี่ถูกจังเลยครับ? ”

ทางตัวแทนก็ทำท่าทีลังเลที่จะตอบคำถามกับผมหลังจากได้ยินคำถาม เขาจึงได้ตัดสินใจพาผมไปยังด้านหลังของตัวอาคาร ซึ่งเมื่อเราทั้งสองได้อยู่ที่ด้านหลังของตัวอาคารแล้วแล้วเขาจึงตอบกับผมสั้นๆว่า

“ ตัวเจ้าของอาคารเองก็ไม่เคยบอกกับฉันหรอกว่าทำไมราคาค่าเช่าถึงได้ราคาถูก แต่ฉันว่านี่แหละคือสาเหตุ”

สิ่งที่ผมเห็นข้างหน้าผมคือ…สุสานที่อยู่ถัดไปจากตัวอาคาร ซึ่งมันถูกล้อมรอบไว้ด้วยกำแพงอิฐที่สูงจนแทบจะไม่ทราบเลยว่า ข้างหลังกำแพงอิฐนั้นมีอะไรถ้าหากเรามองจากข้างนอก

ตัวของผมเองไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเรื่องที่มีสุสานอยู่ทางด้านหลังตัวอาคาร เพราะห้องที่ผมตัดสินใจเช่านั้นอยู่ที่หัวมุมของชั้น2 ซึ่งจากมุมของห้องผมนั้นมันเป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นสุสานเหล่านั้น

วันนั้นหลังจากที่ได้ดูห้องกับตัวแทน ผมสังเกตุว่ามีกล่องโลหะติดอยู่บริเวณเหนือเตาอบซึ่งถูกติดตั้งห่างจากเพดานลงมาประมาณ 10cm ถัดจากปล่องพัดลมดูดควันในห้องครัว ซึ่งเจ้ากล่องนัั่นได้แสดงไฟกระพริบออกมาเป็นระยะๆ

ทางตัวแทนก็ได้อธิบายกับผมว่าไอ้เจ้ากล่องใบนั้นมันคือตัวตรวจจับควัน และแก๊ซรั่ว ซึ่งในตอนนั้นผมก็ไม่ได้เอะใจอะไรเท่าไหร่ จนกระทั่งในตอนนี้ ผมเริ่มจะรู้สึกว่ามันแปลกที่ตัวกล่องนั้นเป็นสีแดงแทนที่จะเป็นสีอื่นที่เข้ากับตัวห้อง

thb-art-black-and-white-blur-chain

หลังจากนั้นผมก็ได้เริ่มทำการย้ายของเข้าไปที่ห้องใหม่ของผมซึ่งผมได้เพื่อนของผมมาช่วยย้ายของจนเสร็จ และเพื่อเป็นการตอบแทนมันผมก็เลยตัดสินใจที่จะเลี้ยงพิซซ่ามันเป็นมื้อเย็นในวันนั้น

ในขณะที่พวกเรากำลังกินพิซซ่าพร้อมกับเปิดเบียร์ดื่มกันไปได้สองสามขวดในห้องใหม่ของผม เพื่อนของผมมันจู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า “ เฮ้ยห้องนี่มัน….อืม จะพูดไงดีวะ “

ผมเลยถามมันกลับ “ ทำไมวะห้องมันเป็นยังไง? “

มันบอกว่า “ มึงอย่าโกรธนะ คือ…ห้องอะมันดีแหละแต่ว่าแสงในห้องกูว่ามันมืดไปวะ “

ไอ้สิ่งที่เพื่อนผมพูดมันก็จริงของมัน แสงของไฟในห้องมันไม่ค่อยสว่างเท่าทีควรจริงๆ ซึ่งผมก็ได้ค้นพบว่าหลอดไฟที่ติดตั้งมาในห้องนั้นค่อนข้างเก่าพอสมควรเลย ผมก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนหลอดไฟอันใหม่ในเวลาต่อมาแล้วก็ดูเหมือนว่าปัญหาเรื่องแสงสว่างก็จบลง…

 

หนึ่งเดือนต่อมา, ผมได้กลับมาจากงาน part-time ที่ผมทำอยู่ซึ่งในตอนนั้นเป็นเวลาประมาณซักสองทุ่ม และผมก็ได้เริ่มทำอาหารทานด้วยความหิวมากๆ

ในขณะที่ผมกำลังทำกับข้าวนั้นเองน้ำมันที่ผัดกับข้าวก็กระเด็นมาใส่หน้าผากผม ด้วยความตกใจผมถอยหลังหลบด้วยความเร็วจนทำให้หัวผมกระแทกกับกำแพงข้างหลังอย่างแรง จนมันทำให้สัญญาณของเครื่องตรวจควันเริ่มส่งเสียงเตือนออกมาดังมาก รวมทั้งไฟสัญญาณก็กระพริบไม่หยุดจนผมต้องรีบปิดมัน

ซึ่งในตอนนั้นผมสังเกตุว่าในห้องผมไม่มีกลิ่นแก้สรั่วออกมาเพียงอย่างใด แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะแรงกระแทกเลยทำให้ตัวเครื่องเกิดความผิดพลาด และเมื่อผมเองพยายามจะปิดมัน จู่ๆสัญญาณก็หยุดลงเองโดยอัตโนมัติ…

สองสัปดาห์ต่อมา, ผมกลับมาถึงห้องตอนประมาณห้าทุ่มต่อจากนั้นผมก็รีบเปิดตู้เย็นเพื่อหาอะไรกิน จู่ๆโทรศัพท์ก็ดังขึ้น มันเป็นสายมาจากแม่ของผมโทรมาจากที่บ้านของเธอ

ผมรับสายด้วยความแปลกใจ “ ฮัลโหล ว่าไงคุณแม่ เป็นไงบ้าง ทำไมวันนี้โทรมาซะดึกเลย? “

แม่ผมปกติเขามักจะพูดค่อนข้างช้าเวลาคุยโทรศัพท์ ซึ่งเขาก็พูดว่า “ พ่อของแกเค้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย… “

ผมตกใจในสิ่งที่แม่ของผมพูด “ ห้ะ!! แม่ว่าอะไรนะ!? “

คือที่ผมตกใจก็เพราะว่าพ่อของผมนั้นได้จากไปตั้งแต่สี่ปีที่แล้วเนื่องด้วยโรคประจำตัว แล้วแม่ของผมก็อาศัยอยู่กับน้องชายของผมแค่นั้นตั้งแต่พ่อเสียไป…

ผมถามเธอกลับอีกครั้ง “ แม่หมายความว่ายังไง ที่บอกว่าพ่อรู้สึกไม่ค่อยสบาย !?? ”

แม่ผมตอบกลับมาหลังจากที่ผมพูดจบ “ ที่นู่นไฟดับหรือเปล่า ? “

ผมตอบ “ ไม่นะ ทำไมเหรอแม่? นี่แม่พูดถึงเรื่องอะไรเนี่ย ผมกับแม่อยู่ห่างกันตั้งไกล หรือว่าแม่จะบอกว่าที่นู่นไฟดับ? ”

เธอบอก “ โอ้…ถ้าไฟไม่ดับ…งั้นเดี๋ยวค่ำคืนก็จะไปเยือนแกแล้วนะ!! “

พอพูดจบแม่ของผมก็วางสายทันที

ทันใดนั้นเองไฟในห้องของผมก็ดับลง

“ อะไรวะ!? ไฟดับเฉย? ใครแกล้งไรกูปะวะเนี่ย!? ”

ผมเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากนั้นจู่ๆ สัญญาณจากเครื่องตรวจควันก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมทั้งไฟสัญญาณนั้นกระพริบไม่หยุดจนเพดานเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเลยทีเดียว

“เอาไงดีวะเนี่ย…” ผมคิดในใจ

ผมเริ่มเดินตรงไปที่ห้องครัวท่ามกลางความมืดเพื่อที่จะไปปิดสัญาณ

และเมื่อผมถึงที่ห้องครัวผมสังเกตุว่าเตาอบไม่ได้ถูกใช้งานรวมถึงไม่ได้กลิ่นแก๊ซรั่วเลยแม้แต่น้อย

ผมได้พยายามที่จะหาวิธีปิดสัญญาณแต่จู่ๆมันก็หยุดลงเองเหมือนเมื่อครั้งก่อนหน้า

ผมได้ตัดสินใจเดินไปเปิดม่านเพื่อให้แสงจากข้างนอกเข้ามาในห้องเพื่อให้พอมองเห็นทางเดินภายในห้อง ซึ่งสิ่งที่ผมเห็นหลังจากเปิดม่านก็คือ เมืองทั้งเมืองนั้นเกิดไฟดับ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ เพราะว่าในตอนนั้นมันไม่ได้เกิดแผ่นดินไหว หรือว่าพายุไต้ฝุ่นถล่มเลยด้วยซ้ำ…

ผมรีบเดินไปหยิบไฟฉายเพื่อเอามาใช้ส่องไฟในห้องแต่ว่าไฟฉายที่ผมมีมันดั้นมาถ่านหมดเอาตอนนี้ซะได้ เริ่มรู้สึกแย่ที่ไม่ได้เปลี่ยนถ่านไฟฉาย

ผมเดินไปเปิดประตูห้องแล้วก็เช็คตามทางเดินซึ่งเท่าที่เห็นไฟฉุกเฉินก็ไม่ทำงานเช่นกัน ผมจึงตัดสินใจเดินไปที่เพื่อนบ้านที่อยู่ห้องถัดไป เพื่อถามถึงเรื่องไฟดับซึ่งเธอก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม

เธอตอบรับผมหลังจากที่ผมเคาะประตูห้องของเธอ

เธอเดินมาเปิดประตูพร้อมกับเทียนไขในมือ

ผมเลยบอกกับเธอว่า “ เฮ้ยเธอนี่เตรียมพร้อมแฮะ ห้องของฉันไม่มีไฟเลยในตอนนี้ เธอพอรู้ไหมว่าทำไมไฟถึงดับ “

เธอตอบผมว่า “ ก็เพราะว่าค่ำคืนได้มาเยือนไง… “

ผมถามเธอกลับด้วยความสงสัย “ เธอพูดเรื่องอะไรกัน? “

เธอบอกกับผม “ มาดูนี่สิ “ พร้อมกับเปิดผ้าม่านในห้องของเธอ

ผมมองออกไปข้างนอก ซึ่งทิศทางหน้าต่างในห้องของเธอนั้นสามารถมองเห็นสุสานพวกนั้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งห้องของผมจะไม่สามารถมองเห็นได้และผมเองก็ได้สังเกตุเห็น แสงไฟสลัวๆสีขาวผมฟ้าลอยมาจากทางสุสาน และด้วยความที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเพราะความมืดผมรู้สึกเหมือนจะมองเห็นคนจำนวนมากอยู่ในสุสาน

ด้วยความตกใจผมเลยถามเธอ “ นั่นมันอะไรกัน ? ”

เธอตอบ “ คนตายได้ฟื้นกลับมาอีกครั้งเพราะ ค่ำคืน ได้มาเยือนยังไงละ ”

“ หาาาาาาาาาาาาา ? ” ผมในตอนนั้นรูกสึกสับสนมากๆรวมไปถึงผมเริ่มสังเกตุอะไรผิดปกติบางอย่าง

ใบหน้าของเธอ…ไม่รู้ว่าเพราะด้วยแสงเทียนหรือเปล่า ผมรู้สึกว่าใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

ทันใดนั้นผมเริ่มรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัว

“ เอ่อเดี๋ยวผมขอตัวกลับไปที่ห้องก่อนนะ ”

ผมเริ่มเห็นท่าจะไม่ดีผมจึงรีบลาแล้วก็รีบกลับไปที่ห้องโดยทันที

และเมื่อผมถึงห้องโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นสายจากทางบ้านผม

ผมเริ่มรู้สึกกลัวที่จะรับโทรศัพท์ ซึ่งก็เป็นแม่ของผมเองที่โทรเข้ามา

ผมรีบบอกกับแม่ว่า “ แม่ที่นี่ไฟดับแล้วนะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? “

แม่ผมก็บอกว่า “ ก็ฉันบอกแล้วไง ว่า ค่ำคืน ได้มาเยือนแล้ว พ่อของแกกำลังจะไปเยี่ยมแกเร็วๆนี้แหละ “

ผมรีบโยนโทรศัพท์ แล้วรีบวิ่งไปล็อกประตูโดยทันทีหลังจากนั้นก็รีบไปซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มด้วยความกลัวสุดๆ

ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู

ผมพยายามเงียบไม่ส่งเสียงอะไรทั้งสิ้นและหวังว่าเสียงเคาะนั่นจะหยุด แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นอย่างที่ผมคิด

จากที่ผมได้ยินเสียงคนเคาะประตูเริ่มกลายเป็นเสียงคนทุบประตู และมันก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆจนมันเหมือนกับเสียงถีบประตูแทน…

ผมหลบอยู่ใต้ผ้าห่มด้วยความกลัวซึ่งนานเท่าไหร่ผมก็จำไม่ได้กว่าที่เสียงนั้นจะหยุดลง…

สิ่งที่ผมรู้ถัดมาหลังจากเหตุการณ์นั้นก็คือ ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า มันเป็นเช้าที่สว่างท้องฟ้าสดใส ไฟฟ้าก็กลับมาใช้ได้ตามปกติ

ในตอนนั้นเป็นเวลา 9 โมง ผมหยิบโทรศัพท์ผมขึ้นมาดู กลับไม่พบว่าไม่มีสายจากแม่ของผมโทรเขามาเลยสักครั้งเดียว

ผมเลยรีบเดินไปถามห้องข้างๆ

ผมถามเธอถึงเรื่องเมื่อคืน

“ เมื่อคืนไฟดับใช่ไหม? “

คำตอบของเธอนั้นทำเอาผมอึ้งไปเลย

เธอบอกกับผมว่า “ ไม่นะเมื่อคืนฉันไม่เห็นว่าไฟดับนะ “

ผมไม่ถามอะไรเธออีกเพราะเท่าที่สังเกตุเหมือนเธอจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนผมเข้าไปในห้องเธอ

ผมกลับมาที่ห้องและโทรถามแม่ของผม

แม่ของผมรับสาย “ ว่าไงลูกตอนนี้แม่กำลังไปทำงานนะ มีอะไรหรือเปล่า? “

ผมถาม “ แม่เมื่อคืนแม่ได้โทรหาผมหรือเปล่า? “

แม่ “ ไม่นะลูก เมื่อคืนแม่ไม่ได้โทรหาเลยนะ “

ผมวางสาย…ในตอนนั้นผมเริ่มมั่นใจแล้วว่าผมโดนเข้าแล้วแน่ๆ

สิ่งสุดท้ายที่ผมต้องเช็คก็คือไอ้เครื่องตรวจจับควัน

ผมเอาเก้าอี้มาใช้เป็นบันไดแล้วก็ดูเจ้าเครื่องตรวจควัน ผมพบว่ามันมีน็อตยึดอยู่ผมเลยใช้ไขควงไขน็อตออกมาเพื่อที่จะได้ดูว่ามีอะไรอยู่ข้างใน และหลังจากที่ผมเปิดฝาออกมา ผมเองก็นิ่งไปสักพัก…

สิ่งที่ผมสังเกตุเห็นคือมันมีเศษกระดาษเล็กๆถูกพับสอดเอาไว้ใต้สวิตช์ของตัวเครื่อง

ซึ่งในกระดาษก็มีคำที่เขียนไว้ว่า “ ค่ำคืน ” …! (ในต้นฉบับก็ใช้คำว่า “” หรืออ่านว่า “โยรุ” ที่แปลว่า ค่ำคืน หรือ กลางคืนนะครับ )

ผมไม่รอช้า รีบพยายามติดต่อผู้จัดการของอพาร์ทเม้นท์เพื่อที่จะถามถึงเรื่องของเจ้ากระดาษใบนี้ ซึ่งไม่ว่าจะยังไงผมก็ไม่สามารถติดต่อเขาได้เพราะงั้นผมเลยติดต่อตัวแทนที่พาผมชมห้องในวันนั้นแทน

ผมรีบบอกกับเขาทันทีที่เขารับสายว่า “ ผมต้องการที่จะย้ายออกในทันที ผมไม่สนว่าในสัญญาจะว่าอย่างไรก็ตาม ”

ชายผู้นั้นถามผมด้วยความสงสัยว่าทำไมผมถึงต้องการจะย้ายออก?

ผมพูดประโยคสั้นกับเขาว่า “ ผมเห็นแล้วนะว่าอะไรอยู่ข้างในไอ้เครื่องตรวจจับควันอันนั้น ”

เขาตอบผมทันทีหลังจากที่ได้ยินประโยคนั้น “……..โอเค ครับ ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมยกเลิกสัญญาให้เลย.. ว่าแต่คุณสนใจจะลองชมห้องอื่นดูไหม? “

ผมวางสายทันทีด้วยความโมโห

เขารู็เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ทั้งหมดแต่เขาพยายามที่จะปิดบังเรื่องพวกนี้เอาไว้

 

ซึ่งเรื่องก็จบลงเพียงเท่านี้นะครับ

What do you think?

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading…

0
thb- city-dark-lamps-92248

[ประกาศ] เว็บไซต์ในขณะนี้อยู่ในช่วง Beta test

thb-oi-feature-image

Oi ~ !!