in ,

หน้ากาก “โนห์” ของคุณยาย (ตอนจบ)

Grandma ‘s Noh Mask

the-haunted-bar-grandma-s-noh-mask-ยาย-part-2
Mask Image by Alex Motoc on Unsplash Illustrated by The Haunted Bar

ยาย ของสามีดิฉัน เธอหลงไหลในละครโนห์เอามากๆ และเธอมักจะทำการแสดงละครเป็นงานอดิเรกอยู่เป็นประจำ…

เอาละทุกคน กลับมาต่อจากเมื่อวานกันนะคะ บอกตามตรงว่าในขณะที่ฉันกำลังเขียนเรื่องราวในตอนนี้ฉันเองก็ยังคงรู้สึกช็อคเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ยินจากคำบอกเล่าของแม่บ้านคนเก่า ถ้าเกิดมีคำพูดหรือข้อความต่อจากนี้ไปที่อาจจะมีเขียนผิดเพี้ยนไปบ้าง หรือว่าเนื้อหาค่อนข้างจะข้ามไปข้ามมาไม่ปะติดปะต่อกัน ก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ

และถ้าหากใครที่ยังไม่ได้อ่าน หน้ากาก โนห์ ของคุณ ยาย ตอนแรก แล้วละก็ดิฉันอยากให้ลองกลับไปอ่านดูก่อนนะคะ เพื่อที่จะได้ติดตามและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ โดยกดอ่านได้ ที่นี่

ต่อจากนี้จะขอเล่าเรื่องต่อหลังจากที่ฉันได้ไปพบกับแม่บ้านผู้ดูแลคนเก่าซึ่งขอเรียกเธอว่า “ อากิ ”  (นามสมมติ) แทนนะคะ

หลังจากที่อากิได้พบกับฉัน เธอบอกกับฉันว่าเธอต้องการที่จะไปเยี่ยมหลุมศพของ “คุณผู้หญิง” ก่อนที่จะเริ่มบทสทนา ซึ่งนั่นก็หมายถึงเธอต้องการที่จะไปเยี่ยมหลุมศพของคุณยายของสามีดิฉันเจ้าของหน้ากากโนห์นั่นเอง ฉันตอบตกลงแล้วก็ขับรถพาเธอไปยังหลุมศพของคุณยายซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ20นาทีเพิ่อที่จะไปถึงที่นั่นพร้อมกับแวะซื้อดอกไม้และธูปเทียนระหว่างทาง

เมื่อไปถึงหลุมศพอากิก็ได้พาฉันไปยังหลุมศพของคุณยายพร้อมทั้งรีบจุดธูและวางดอกไม้ตรงแทนบูชาเพื่อแสดงความเคารพในทันทีก่อนที่พวกเราจะเริ่มบทสนทนากัน จากนั้นอากิก็เริ่มถามคำถามกับฉัน

เธอช่วยสัญญาต่อหน้าหลุมศพของนายหญิงได้ไหม ว่าไม่ว่าเธอจะได้ยินอะไรที่ฉันพูดต่อจากนี้ไป เธอจะต้องเลิกเข้าไปยุ่งหรือห้ามพยายามทำอะไรกับเจ้าห้องทั้งสามนั่นเป็นอันขาด ถ้าเธอไม่สัญญากับฉัน ฉันก็จะขอไม่พูดอะไรอีกต่อไป

บ้าจริง…ต้องให้สัญญาต่อหน้าหลุมศพเลยงั้นเหรอ?

ฉันคิดในใจ เพราะฉันเองไม่ได้คิดมาก่อนว่าเรื่องมันจะเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตายขนาดถึงขั้นที่ต้องสาบาน หรือสัญญากันเลย แต่ฉันสังเกตุเห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดและจริงจังของอากิ ซึ่งฉันเองก็พอเข้าใจถึงความรู้สึกของเธอ เพราะมันดูท่าทางจะเป็นเรื่องที่หนักอึ้งสำหรับเธอที่จะต้องมาเปิดเผยความลับของคนที่เคยดูแลเธอมาอย่างยาวนานให้กับคนอย่างฉันได้รับรู้

ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเองก็ไม่มีทางเลือกนอกจากสัญญากับเธอว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับรวมไปถึงล้มเลิกความคิดที่จะลองงัดประตูเข้าไปสำรวจเจ้าห้องลับทั้งสามห้องเพื่อที่จะได้รู้ว่าข้างในนั้นมันมีอะไรกันแน่

หลังจากที่ฉันได้สัญญากับอากิเป็นที่เรียบร้อยพวกเราก็ขับรถต่อไปยังบ้านของอากิ และหลังจากนั้นเธอก็เริ่มเล่าความลับทั้งหมดที่เธอรู้ให้กับฉันได้ฟัง ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนั้นก็จะเกี่ยวข้องกับคุณตาและคุณยายของสามีดิฉันรวมไปถึงผู้คนรอบๆที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วยเช่นกัน ซึ่งจากนี้ฉันจะขอเรียกคุณตาของสามีว่า “คาสุ” และคุณยายของสามีผู้ซึ่งครอบครองหน้ากากอาถรรพ์นั่นว่า “โทกิ” นะคะ

โดยก่อนที่ทั้งคู่จะมาพบรักกันนั้น โทกิเคยแต่งงานกับชายอื่นมาก่อน แต่โชคไม่ดีที่สามีของเธอนั้นได้เสียชีวิตไปอย่างกระทันหันและทิ้งโทกิให้อยู่กับลูกสาว 2 คน ซึ่งหลังจากที่งานศพและทุอย่างเสร็จสิ้น เธอนั้นก็ได้ตัดสินใจเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของเธอพร้อมทั้งลูกสาวทั้งสอง โดนที่เธอนั้นได้ฝากให้พ่อและแม่ของเธอนั้นช่วยดูแลแทน (จริงๆแล้วครอบครัวของโทกินั่นค่อนข้างร่ำรวยพอสมควร และเธอเองก็คิดว่านี่คงทางเลือกที่ดีกว่าการที่จะต้องให้ลูกๆของเธอต้องมาลำบากไปพร้อมกับเธอ)

และในช่วงที่เธอได้ย้ายข้าวของต่างๆกลับมายังบ้านเกิดของเธอ เธอนั้นได้แอบนำแผ่นป้ายและแท่นบูชาที่เป็นตัวแทนของผู้ตาย(ในที่นี้คือสามีของเธอ) กลับมาด้วยเพราะสามีของเธอนั้นไม่มีญาติพี่น้องเหลืออยู่เลยนอกจากโทกิ ดังนั้นมันจึงเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องคอยดูและเพื่อให้เกียรติแก่สามีของเธอที่จากไป

และในช่วงที่เธอกำลังย้ายข้าวของกลับมายังบ้านเกิดของเธอนั้น โทกิก็ได้พบรักและได้แต่งงานอีกครั้งกับคาสุ ในช่วงนั้นอะไรๆก็ดีไปหมดสำหรับพวกเขา คาสุได้ออกจากงานและเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวภายใต้การสนับสนุนของโทกิ ธุรกิจของเขานั้นก็ดำเนินไปได้ดีเอามากๆ จากคนตัวคนเดียวที่เริ่มเก็บหอมรอมริบสร้างเนื้อสร้างตัว ใช้เวลาไต่เต้ากลายมาเป็นเศรษฐีได้ในเวลาไม่นาน

หลังจากนั้นพวกเขาทั้งคุ่ก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวซึ่งมันทำให้คาสุนั้นยิ่งรักและหลงไหลในตัวของโทกิเอามากๆ เขาได้ทุ่มเงินก้อนหนึ่งเพื่อซื้อโอบิที่ประดับประดาไปด้วยหยกขนาดใหญ่และอัญมณีที่มีค่าเป็นจำนวนมากเพื่อแสดงความชื่นชมยินดีให้กับเธอ โทกินั้นรู้สึกซาบซึ้งใจเอามากๆ เธอเก็บรักษาโอบินั้นไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ คาสุนั้นได้ทำหน้าที่สามีที่ดีกับโทกิรวมไปถึงพ่อที่ดีสำหรับลูกสาวทั้งสองของโทกิถึงแม้ว่าพวกเธอนั้นจะไม่ใช้ลูกแท้ๆของเขาแต่คาสุก็รักพวกเธอเหมือนกับลูกแท้ๆของเขาเช่นกัน

จนกระทั่งลูกสาวคนสุดท้องของเขาได้เข้าเรียนในชั้นมัธยมปลาย เหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมก็ได้เริ่มขึ้น…

หนึ่งในเพื่อนสนิทของเธอนั้นได้สูญเสียพ่อของเธอไป ซึ่งครอบครัวของเพื่อนของเธอนั้นก็ทำธุรกิจส่วนตัวเช่นเดียวกับครอบครัวของคาสุ ซึ่งเมื่อคนที่เป็นเสาหลักได้เสียชีวิตไปชีวิตของคนในครอบครัวนี้ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือภายในชั่วข้ามคืน…พวกเขาเป็นหนี้อย่างมหาศาล และเมื่อลูกสาวคนสุดท้องของคาสุรู้เรื่องเข้าเธอก็รู้สึกสงสารเพื่อนของเธอเป็นอย่างมาก เธอได้เข้าไปคุยกับพ่อของเธอถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนคนสนิทของเธอพร้อมทั้งขอร้องพ่อของเธอให้ช่วยพวกเขากลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งแต่ทว่า

เพื่อน” คนสนิทของเธอนั้น สุดท้ายแล้วเธอก็ได้กลายมาเป็นเมียน้อยของคาสุ….

จากสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นมันทำให้โทกิและลูกสาวทั้งสามของคาสุนั้น โกรธแค้น…ไม่สิความรู้สึกที่พวกเขามีมันเกินกว่าที่จะใช้คำว่าโกรธแค้นซะด้วยซ้ำ เพราะไม่ใช่แค่เพื่อนของลูกสาวคนเล็กนั้นได้ทรยศหักหลังเธอในฐานะเพื่อนสนิท แต่ว่าเธอนั้นตอบแทนความโอบอ้อมอารี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยการที่เธอนั้นได้กลายมาเป็นเมียน้อย และทำลายครอบครัวที่ได้ช่วยชีวิตเธอรวมไปถึงครอบครัวของเธอ…

หนำซ้ำเรื่องมันยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อเธอนั้นได้ตั้งท้องและได้ให้กำเนิดลูกชายขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนกับเป็นการหักหน้าโทกิเป็นอย่างมาก เพราะโทกินั้นเธอเองไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายให้กับคาสุได้… ตัวของคาสุเองนั้นก็เริ่มที่จะไม่กลับบ้านและตีตัวออกห่างจากโทกิ นั่นทำให้สภาพจิตใจของเธอเริ่มจมลงสู่ความเศร้าเสียใจมากขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่ง…โทกิได้แอบกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอที่บ้านเกิดและเธอก็ได้แอบนำแผ่นป้ายกับแท่นบูชาที่เป็นตัวแทนของสามีเธอคนก่อนที่เสียชีวิตไปกลับมาด้วย เธอได้นำเอาของเหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ในโรงเก็บของ หลังจากวันนั้นเธอก็เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องนั้นเอาแต่ทำความสะอาดแผ่นป้ายและแท่นบูชาจากนั้นเธอก็เริ่มที่จะพูดคุยกับสิ่งของเล่านั้นราวกับว่ามันมีชีวิตขึ้นมา

และแล้วเวลาก็ผ่านไป… ภรรยาอีกคนของคาสุก็ได้ให้กำเนิดลูกชายเป็นคนที่สี่ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โทกินั้นได้ค้นพบสิ่งที่จะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากความเศร้าโศกที่เธอมีนั่นก็คือ “ละครโนห์” นั่นเอง การร่ายรำของเธอนั้นมันเต็มไปด้วยพลังและความรู้สึกซึ่งมันได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากความรู้สึกที่อยู่ลึกภายในจิตใจของเธอ มันเลยทำให้การแสดงที่เธอร่ายรำอยู่บนเวทีนั้นดูทรงพลังและให้ความรู้สึกที่หนักอึ้งต่อผู้คนที่เข้ามาชมเอามากๆราวกับว่าเธอนั้นได้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นไปจริงๆ

ผู้ชมบางคนพูดถีงการแสดงของเธอว่า

การแสดงของเธอนั้นพวกเขาสามารถสัมผัสได้ถึงตัวละครที่เธอเล่นราวกับมันมีชีวิตจริงๆ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้าโศก และอาฆาตแค้นเป็นอย่างมาก

การแสดงละครโนห์ของโทกิมันอาจจะดีในแง่ของการแสดงก็จริง แต่พอมองย้อนกลับมามองถึงความเป็นจริงมันกลับสร้างความหวาดกลัวให้กับลูกสาวของเธอเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าใกล้โทกิเลยแม้แต่นิดเดียว…

โทกิทุ่มเททุกสิ่งที่เธอมีไปกับละครโนห์อย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งร่างกายของเธอเองไม่สามารถรับได้อีกต่อไป สุดท้ายเธอนั้นได้ล้มป่วยลงและต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งเธอได้เสียชีวิตลง…และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความเฮี้ยนทั้งหมดของบ้านหลังนี้

การตายของโทกินั้นได้ทำให้คาสุนั้นเกิดรู้สึกตัวและสำนึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา สุดท้ายเขาก็คิดได้ว่าความเห็นแก่ตัวของเขารวมไปถึงการที่เขานั้นได้ทอดทิ้งโทกิคนที่คอยร่วมทุกข์ร่วมสุขและสนับสนุนเขามาตลอดนั้นมันคือความผิดพลาดอย่างมหันต์ ตัวคาสุนั้นรู้สึกเจ็บปวดเศร้าเสียใจและคิดถึงโทกิเป็นอย่างมาก

เขาตัดสินใจย้ายกลับมายังบ้านของเขาที่ซึ่งเขาและโทกิได้ตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อพวกเขาทั้งสองรวมไปถึงลูกสาวของเขา จากนั้นเขาก็เอาแต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคร่ำครวญไปกับสิ่งของของโทกิที่ทำให้เขานึกถึงอดีตที่เขาได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับโทกิโดยเฉพาะเจ้า หน้ากากโนห์ ที่เธอใช้สวนใส่ในการแสดงละคร

หลังจากนั้นจู่ๆคาสุก็เริ่มมีอาการป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุและอาการป่วยก็เริมทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆภายในเวลาอันสั้น และภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์จู่ๆเขาก็ล้มลงหมดสติไป ผู้คนภายในบ้านรีบช่วยกันนำเขาส่งโรงพยาบาล ซึ่งจากที่กล่าวไว้ก่อนหน้า, คาสุนั้นเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกได้ว่าเขามีอาการป่วย แต่ทว่าแพทย์กลับพบว่าเขานั้นมีอาการหัวใจล้มเหลว หรือพูดง่ายๆว่าจู่ๆเขาก็เป็นโรคหัวใจขึ้นมา

เขาได้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาหัวใจในทันที ซึ่งคุณหมอที่ทำการผ่าตัดให้กับเขานั้นได้ออกมาสารภาพกับคนในบ้านทีหลังว่าการผ่าตัดของเขานั้นนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากและมีความเสี่ยงเอามากๆที่การผ่าตัดอาจจะไม่ประสบความสำเร็จแต่ทว่าคาสุนั้นก็โชคดีมากๆที่การผ่าตัดนั้นผ่านไปได้ด้วยดี…

ในช่วงเวลาที่คาสุได้ทำการพักฟื้นอยู่นั้นเพื่อนของเขาคนหนึ่งก็ได้มาเยี่ยมเขา คนเดียวกันกับที่สังเกตุเห็นบางอย่างบนใบหน้าของเขา (ตามที่ฉันได้เล่าเอาไว้ก่อนหน้านั่นแหละค่ะ) และก็เป็นคนที่พาคาสุไปพบกับร่างทรงเพื่อทำพิธีไล่ผีและชำระล้างคำสาป ส่วนหน้ากากโนห์ก็ได้ถูกบริจาคให้กับทางพิพิธภัณฑ์ตามที่ร่างทรงได้แนะนำ ซึ่งหลังจากที่เขาทำทุกอย่างเสร็จสิ้นร่างกายของเขาก็กลับมาดีขึ้นเป็นปกติอีกครั้งและก็ดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่างดูจะคลี่คลายลง

แต่ทว่า…

ทุกคนในครอบครัวก็เริ่มสังเกตุเห็นความผิดปกติของประตูลับด้านหลังของโรงละครโนห์ที่จู่ๆมันก็ไม่สามารถเปิดออกได้ทั้งๆที่ตัวกลอนประตูหรือตัวประตูเองก็ไม่ได้เกิดความเสียหายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งในตอนนั้นก็เป็นตอนที่อากินั้นได้ค้นพบว่าประตูของโรงเก็บในบ้านที่ซึ่งเก็บแผ่นป้ายและแท่นบูชาที่ของสามีคนก่อนของโทกิที่เสียชีวิตไปนั้นก็ไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปได้เช่นกัน

ทุกคนในบ้านนั้นต่างก็มั่นใจว่าประตูทั้งสองบานนั้นมันเปิดได้เป็นปกติก่อนที่หน้ากากโนห์นั่นจะถูกบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ เหล่าลูกสาวของคาสุนั้นก็คิดตรงกันว่านี่เป็นสัญญาณที่แสดงถึงความโกรธแค้นของคุณแม่ของพวกเธออย่างแน่นอน จิตอาฆาตของแม่ของพวกเธอยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้

สุดท้ายพวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะทำการล็อคประตูและทำการปิดตายพื้นที่ของห้องเหล่านั้น…

สิบปีต่อมา,

ได้มีแม่บ้านประจำคนใหม่ได้เข้ามาทำงานในบ้านหลังนี้เธอมีนามว่า “ฮารุ” ในช่วงนั้นแม่บ้านหลายคนนั้นมักจะมีพื้นเพมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนไร้บ้านและสุดท้ายก็มักจะผันตัวมาเป็นแม่บ้านประจำที่คอยอาศัยอยู่ในบ้านของนายจ้าง ซึ่งฮารุเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน เธอนั้นได้แต่งงานกับชายคนหนึ่งแต่ทว่าสามีของเธอนั้นเป็นพวกชอบทำร้ายร่างกายและติดการพนันเป็นอย่างมาก เธอได้ตัดสินใจหนีออกจากบ้านในคืนหนึ่งในระหว่างที่สามีของเธอกำลังหลับอย่างไม่ได้สติในคืนนั้น

สำหรับฮารุนั้นการที่เธอได้การมาเป็นแม่บ้านประจำในบ้านหลังนี้นั้นเหมือนกับความสงบสุขที่เธอตามหามานานหลังจากที่ต้องคอยประคับประคองเอาชีวิตรอดจากสามีของเธอซึ่งเธอได้บอกเล่าชีวิตของเธอว่าตลอดเวลาที่เธอได้อาศัยอยู่กับสามีของเธอนั้นไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น… แต่ทว่าชีวิตอันสงบสุขของเธอก็ต้องจบลงในระยะเวลาไม่นาน

วันหนึ่งสามีของเธอนั้นได้รู้ว่าฮารุนั้นได้หนีมาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ เขาได้พังประตูบ้านเข้ามาเพื่อที่จะมาลากตัวเธอกลับไป หนึ่งในคนขับรถได้เข้ามาเห็นเหตุการณ์เข้าจะเข้าไปช่วยห้ามฮารุแต่เขานั้นก็โดนทำร้ายซะน่วมโดยชายคนนั้นและนั่นก็ทำให้ฮารุที่กำลังพยายามซ่อนตัวจากสามีของเธอนั้นรู้สึกผิดที่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมาได้รับบาดเจ็บเพราะเธอ เธอจึงตัดสินใจที่จะจบปัญหาด้วยการพยายามฆ่าตัวตายในอ่างอาบน้ำในห้องอาบน้ำของคนใช้ แต่ทว่าคนใช้คนอื่นๆก็ผ่านมาเห็นเข้าและได้ช่วยเธอไว้ทันก่อนที่เธอจะเสียชีวิต พวกเขานำตัวเธอส่งโรงพยาบาลในทันทีและหลังจากที่อาการของเธอดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล เธอก็ได้หายตัวไปอย่างลึกลับไม่มีใครรู้ว่าเธอหนีไปที่ไหนกันแน่ ซึ่งในวันที่เธอได้หายตัวไปนั้นแม่บ้านคนอื่นในบ้านก็ได้ค้นพบว่าเข็มขัดโอบิที่ประดับประดาไปด้วยหยกและสมบัติล้ำค่าของคุณหญิงโทกิก็ได้หายไปด้วยเช่นกัน…

และจากสถานการณที่เกิดมันก็เดาได้ไม่ยากว่าฮารุนั้นอาจจะเป็นคนที่ขโมย ”โอบิ” อันนั้นไปด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้ลูกสาวทั้งสามของโทกินั้นโกรธเป็นอย่างมาก ข้าวของในบ้านมีตั้งเยอะแยะมากมายแต่ฮารุนั้นกลับขโมยสิ่งที่เป็นสมบัติอันล้ำค่ามากที่สุดของคุณแม่ของพวกเธอไป แต่พวกเขาก็เขาใจถึงสาเหตุที่ทำไมเธอถึงได้ขโมยของในบ้านไปนั่นก็เป็นเพราะว่าเธอนั้นต้องการเงินจำนวนมากเพื่อที่จะได้หนีไปให้ไกลที่สุดจากสามีของเธอนั่นเอง

วันหนึ่ง…

ในขณะที่อากิเองกำลังทำการเย็บผ้าอยู่ในห้องพักของแม่บ้าน หนึ่งในลูกสาวของโทกิ (ซึ่งคนๆนั้นก็คือคุณแม่ของสามีดิฉันในปัจจุบัน) ก็ได้เข้ามาคุยอะไรบางอย่างกับเธอ แต่แล้วจู่ๆพวกเขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเหมือนกับของชิ้นเล็กๆตกลงมายังห้องที่อยู่ด้านหลังของห้องพักแม่บ้าน(ห้องของอากิในตอนนั้น) พวกเขาเลยหันไปมองยังห้องนั้นแล้วก็พบกับฮารุที่มีสภาพที่ดูทรุดโทรมเนื้อตัวมอมแมม เธอนั่งขดตัวพร้อทั้งสั่นไม่หยุดอยู่ในห้องนั้นด้วยความหวาดกลัว ซึ่งนั่นก็สร้างความสับสนให้กับพวกเขาเป็นอย่างมากว่าเธอนั้นเข้ามาในบ้านได้ยังไง? แล้วเธอหายไปไหนมา? แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่?

ฮารุรีบคุกเข่าโค้งตัวลงกับพื้นพร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษออกมา “ฉันผิดไปแล้วฉันขอโทษด้วยจริงๆ ให้อภัยฉันเถอะนะคะ” แล้วเธอก็รีบหายตัวไปในทันที ซึ่งตรงจุดที่ฮารุนั่งอยู่นั้นพวกเราสังเกตุเห็นร่องรอยของพื้นที่เปียกชื้นราวกับเธอนั้นพึ่งขึ้นมาจากน้ำแล้วเข้ามานั่งในห้องนั้นทันที และบนพื้นที่เปียกชื้นนั้นพวกเขาสังเกตุเห็นโอบิวางอยู่ ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ได้ทราบความจริงว่าไม่กี่วันก่อนที่เธอจะมาปรากฎตัวในบ้านนั้นเธอได้พยายามฆ่าตัวตายโดยการกระโดดหน้าผาลงไปยังทะเลซึ่งบริเวณนั้นเป็นจุดที่คลื่นลมรุนแรงมากๆ…

และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็จะมีหลายครั้งที่จู่ๆตรงบริเวณที่ฮารุเคยปรากฎตัวนั้นจะมีร่องรอยของน้ำเจิ่งนองบนพื้นห้องปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ พวกเขาเลยตัดสินใจทำการปิดตายห้องนั้นลงซึ่งพวกเขาก็ได้นำโอบินั้นไปเก็บใส่ไว้ในเซฟที่เก็บสมบัติต่างๆของโทกิเอาไว้ และพวกเธอก็ได้นำตู้เซฟนั่นไปเก็บไว้ในห้องที่ปิดตายนี้ด้วยก่อนที่ภายหลังพวกเธอจะมารู้ว่าเจ้าโอบินั่นมันได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง เหล่าลูกสาวของโทกิต่างก็เชื่อว่าวิญญาณของคุณแม่ของพวกเธอนั่นแหละที่เป็นคนเอาไป

ซึ่งจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้อากิมั่นใจว่าคุณหญิงโทกินั่นแหละที่เป็นคนนำความตายมาสู่ฮารุ และในตอนจบของเรื่องราวทั้งหมดนี้ อากิก็ได้บอกกับฉันว่า

ฉันหวังว่าคุณคงจะเข้าใจและเคารพความรู้สึกของคุณหญิงโทกิและลูกสาวทั้งสามของเธอนะคะ…

บอกตามตรงนะคะฉันเองก็ไม่แน่ใจกับความรู้สึกที่มี รวมไปถึงว่าควรจะเชื่อในเรื่องของวิญญาณร้ายที่คอยตามหลอกหลอนผู้คนดีหรือไม่ หลังจากได้ยินเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบ้านที่ฉันอาศัยอยู่ แต่ถ้าหากฟังจากเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณตาคาสุ จากที่แกมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงดีแต่แล้วจู่ๆก็ป่วยลงด้วยโรคที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเขาแล้วหลังจากที่ได้แก้ปัญหาต่างๆแล้วสุขภาพของเขากลับมาดีเป็นปกติราวกับเรื่องที่เขาล้มป่วยลงไม่เคยเกิดขึ้นแล้วละก็… ก็คงพูดได้ว่าเรื่องวิญญาณคอยตามหลอกหลอนนั้นก็คงจะเป็นเรื่องจริงและก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้

นอกจากนี้อากิยังได้เล่าให้ฉันฟังเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากที่คุณตาคาสุท่านได้เสียชีวิตไป เหล่าลูกชายของเมียน้อยของคาสุนั้นได้พยายามทวงทรัพย์สมบัติที่คาสุมีจนมันกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระหว่างลูกสาวของครอบครัวใหญ่(โทกิ) และลูกชายของครอบครัวเล็ก(เมียน้อย) แต่สุดท้ายแล้วเหล่าลูกชายจู่ๆก็ล้มเลิกความตั้งใจและยอมถอยไปในที่สุดเพราะพวกเขานั้นกลัวว่าวิญญาณของคุณยายโทกินั้นจะตามมาหลอนพวกเขา

ฉันเองก็ไม่รู้ว่าควรจะเอายังไงต่อดี แต่เท่าที่ฉันรู้นั้นฉันเองก็ไม่สามารถทำอะไรที่จะเป็นการลบหลู่หรือสร้างความขุ่นเคืองให้กับวิญญาณของคุณยายโทกิ

และนี่ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

.

.

.

ฉันขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจในเรื่องราวของดิฉันนะคะ แล้วก็ฉันขอบคุณผู้อ่านหลายๆท่านที่ให้การสนับสนุนและผลักดันให้ฉันได้ค้นหาความจริงทั้งหมดจากผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในบ้าน ผู้ที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้ ซึ่งความจริงที่ฉันได้ค้นพบนั้นอาจจะไม่ได้แฮปปี้อย่างที่คิดไว้ แถมยังกลับกลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อและเกินกว่าจะเข้าใจได้

ฉันเองก็แอบคิดเหมือนกันนะคะว่าถ้าหากฉันยังคงพยายามค้นหาความจริงกับเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านต่อไปเรื่อยๆด้วยตัวเองละก็เรื่องทั้งหมดอาจจะจบไม่สวยก็ได้ ฉันรู้สึกโชคดีมากที่ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาก่อนที่ฉันจะตัดสินใจทำตามที่เคยวางแผนไว้นั่นก็คือการที่จะแอบไปเปิดห้องเหล่านั้นเพื่อที่จะได้รู้ว่าภายในนั้นมีอะไร เพราะงั้นฉันรู้สึกขอบคุณจากใจจริงๆ

ขอเสริมอีกนิดนะคะ

ฉันได้บอกกับสามีของฉันถึงเรื่องทุกอย่างที่ฉันรู้มาทั้งหมดและพวกเราก็ได้เดินทางไปยังวัดเพื่อที่จะขอคำปรึกษาจากพระผู้มีประสบการณ์เพื่อที่จะหาวิธีจัดการกับเล่าห้องที่ถูกปิดตายทั้งสามในบ้าน ซึ่งพระท่านก็ได้แนะนำมาว่าพวกเราไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ปล่อยให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน เพียงแต่ว่า

ทุกๆครั้งที่มีการซ่อมแซมต่อเติมบ้านก็ให้หาร่างทรงหรือพระมาทำพิธีสวดเพื่อความเป็นศิริมงคลพร้อมทั้งแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับก็เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็แค่พยายามอย่าเข้าไปใกล้หรือยุ่งกับห้องที่ถูกปิดตายทั้งสามนั้น แล้วก็คอยดูและรักษาหิ้งพระหรือแท่นบูชาเทพเจ้าในบ้านอยู่เสมอ

เช่นเดียวกับวิญญาณของคุณยายโทกิ พระท่านอยากให้พวกเรามองเธอในฐานะวิญญาณของบรรพบุรุษที่คอยดูแลบ้านที่เราควรจะให้ความเคารพมากกว่าไปมองว่าเธอเป็นวิญญาณร้าย เพราะตราบใดที่พวกเราให้ความเคารพ และยึดประพฤติตนให้อยู่ในคุณงามความดีเธอก็จะคอยปกป้องพวกเราแต่ถ้าเกิดเราไปทำเรื่องไม่ดีหรือลบหลู่ท่านเข้าละก็…เรื่องมันอาจจะตรงกันข้ามก็เป็นได้

.

.

.

จบ

What do you think?

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading…

0
the-haunted-bar-grandma-s-noh-mask-ยาย-part-1

หน้ากาก “โนห์” ของคุณยาย