in

สาเหตุที่ผมสูญเสีย” การได้ยิน “

How I lost my hearing

the-haunted-bar-how-i-lost-my-hearing-การได้ยิน

ในอดีต… ผมเคยเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสด้าน การได้ยิน ดีมากๆ

ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติมากๆที่ผมมักจะได้ยินเสียงที่คนทั่วๆไปมักจะไม่ค่อยได้ยินหรือไม่ทันสังเกตุ คุณเชื่อไหม,ผมนั้นสามารถได้ยินเสียงคลื่นโซน่าจากค้างคาวได้ด้วยนะ

แต่โชคไม่ดีสำหรับผมที่ผมได้สูญเสียความสามารถนี้ไปหลังจากเหตุการณ์ลึกลับเมื่อครั้งอดีต และจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น…ผมเองก็ยังบอกไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกกลัวมากๆจนถึงทุกวันนี้

เรื่องมันเริ่มขึ้นในขณะที่ผมกำลังขับรถกลับบ้านหลังจากเลิกงานในช่วงดึกในคืนนั้น ในตอนนั้นรถของผมเองก็กำลังขับผ่านพื้นที่ๆเป็นหุบเขา ซึ่งวันนั้นมันก็เป็นวันที่หิมะตกตลอดทั้งวัน พื้นที่ทั้งหมดนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนรวมไปถึง ลูกเห็บเม็ดเล็กๆที่กำลังตกกระหน่ำลงมายังรถของผม ซึ่งก็น่าแปลกที่ถนนบริเวณนั้นกลับโล่งไม่มีรถคันอื่นๆขับผ่านเลย

ในขณะนั้นจู่ๆสัญญาณวิทยุก็เกิดขัดข้องขึ้นมาซึ่งอาจจะเป็นเพราะ ในขณะนั้นผมกำลังอยู่ในพื้นที่ลึกในหุบเขา ผมเองต้องทนฝืนขับรถพร้อมกับเสียงของวิทยุที่ได้ยินไม่ค่อยชัด ซึ่งเมื่อรวมกับเสียงของคลื่นรบกวนที่น่ารำคาญมันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่จู่ๆก็มีเสียงแปลกๆดังออกมากจากวิทยุที่ผมกำลังฟังอยู่ในขณะนั้น

ในตอนนั้นผมคิดว่ามันอาจจะเกิดจากคลื่นรบกวนรวมไปถึงคลื่นของสถานนีท้องถิ่นอาจจะมาชนกับคลื่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็สังเกตุได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เจ้าเสียงประหลาดที่แทรกเข้ามาในวิทยุนั้นมันเป็นเสียงของเพลงอะไรบางอย่างที่ถูกเล่นซ้ำๆไปมา มันเหมือนกับเป็นเมโลดี้ที่จะส่งเสียงอยู่ทุกๆ 15นาทีแล้วมันก็จะเงียบลง แล้วหลังจากนั้นมีนก็จะดังขึ้นมาใหม่จนตัวผมเองเริ่มรำคาญผมเลยตัดสินใจปิดวิทยุนั้นซะ

หลังจากที่ผมปิดวิทยุ เสียงของเจ้าเมโลดี้ที่ผมได้ยินนั้นก็ยังดังไม่หยุด แถมผมยังได้ยินชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมเพราะไม่มีคลื่นวิทยุมารบกวนอีกต่อไป เสียงของเมโลดี้ที่ผมได้ยินนั้นมันเหมือนกับเสียงริงโทนของโทรศัพท์รุ่นเก่าที่ผมเคยใช้ในสมัยก่อน หรืออาจจะบอกได้ว่ามันเหมือนกับเสียงนาฬิกาปลุกก็ได้เช่นกัน

ซึ่งผมเองก็เข้าใจว่ามันอาจจะเป็นโทรศัพท์มือถือของเจ้าของคนก่อน ที่เขาเช่ารถคันนี้ก่อนหน้าผมแล้วเขาอาจจะลืมทิ้งไว้ (ผมเองลืมบอกไปว่ารถที่ผมขับอยู่เป็นรถที่ผมเช่ามาใช้งาน) เพราะงั้นผมเลยตัดสินใจที่จะจอดรถตรงข้างทางเพื่อที่จะหาเจ้าโทรศัพท์เครื่องนั้น

ผมเปิดไฟฉุกเฉินแล้วก็เริ่มทำการหาเจ้าโทรศัพท์เครื่องนั้นทันทีโดยเริ่มจากทางลิ้นชักเก็บของ, ช่องใส่ของข้างประตู, รวมไปถึงพรมในรถ แต่ก็ไม่พบอะไรที่ด้านหน้าของห้องผู้โดยสาร ผมเลยเอื้อมตัวไปยังด้านหลังของรถ เพื่อที่จะหาเจ้าโทรศัพท์นั่น

แต่ผมเองก็สังเกตุได้ว่าเสียงของมันนั้นค่อนข้างเบาหากผมเอื้อมตัวไปด้านหลัง นั่นก็หมายความว่าจริงๆแล้วต้นตอของเสียงมันมาจากฝั่งหน้าหน้าภายในรถนี่แน่นอน ผมได้ใช้หูซ้ายของผม (เป็นด้านที่ผมรับรู้เสียงได้ดีที่สุด) ค่อยๆฟังเสียงของมันเพื่อที่จะหาต้นตอของเสียงว่ามันมาจากไหน และมันก็ดูเหมือนว่ามันมาจากบริเวณของเครื่องเสียงของรถยนต์นั่นเอง

ผมตรวจดูตรงบริเวณที่เขียนบุหรี่ที่อยู่ใต้เครื่องเสียงของตัวรถแต่ก็ไม่พบอะไร นั่นก็เป็นสิ่งที่ยืนยันแน่นอนแล้วว่า ต้นตอของเสียงมันมาจากเจ้าเครื่องเสียงในรถแน่นอนแต่ว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงกัน? ผมตัดสินใจดับเครื่องรถก่อนที่จะเริ่มค้นหาอย่างจริงจัง

ผมนั่งคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่งผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมปิดช่องแอร์ด้านขวาตรงคอนโซลกลางเอาไว้เพื่อไม่ให้ลมมันเป่าหน้าของผมนี่นา ผมลองเอาหูเข้าไปแนบฟังใกล้ตรงบริเวณตรงช่องแอร์ด้านขวาและผมก็ได้ยนเสียงเมโลดี้ดังขึ้นมาอย่างชัดเจน ชัดเลยว่าต้นตอของเจ้าเสียงปริศนานั้นมาจากทางช่องแอร์นี้แน่นอน ว่าแต่เจ้าของคนเก่าเขาทำโทรศัพท์หล่นเข้าไปในนั้นได้ยังไงกัน?

ผมนึกขึ้นได้ว่าเคยมีเหตุการณ์ที่เพื่อนของผมนั้น บ่นถึงพนักงานประกันที่เขาทำประกันไว้เผลอทำปลอกปากกาหล่นเข้าไปในช่องลมแอร์ตอนที่พยายามตรวจเชคสภาพภายในรถตอนที่เกิดอุบัติเหตุแล้วใบพัดลมแอร์เกิดพังขึ้นมาตอนเขาสตาร์ทรถ

และจากเหตุการณ์นี้มันทำให้ผมเริ่มที่จะเป็นกังวลแล้วว่า ผมจะต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้รถยนต์นั้นเกิดขัดข้องแน่ๆ แต่ก็น่าแปลกที่รถยนต์คันนี้ไม่มีปัญหาอะไรตอนที่ผมสตาร์ทรถ

แต่ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะดูไม่มีปัญหาอะไร แต่ผมก็ยังกังวลอยู่ดีเพราะผมไม่อยากเป็นต้นเหตุที่รถเกิดมีปัญหาแล้วถูกโยนความผิดว่าผมเป็นคนทำโทรศัพท์หล่นเข้าไปในช่องแอร์นั้น

ในขณะนั้นเวลาผ่านไปได้ซักประมาณ 10 นาทีได้ แต่ผมกลับสังเกตุเห็นบริเวณกระจกรถด้านหน้าว่าหิมะนั้นเริ่มปกคลุมตัวรถจนหนามากๆ ผมตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะขับรถกลับไปที่บ้านแล้วค่อยหาทางเอาเจ้าโทรศัพท์นั่นออกมาทีหลังดีกว่า

ในขณะที่ผมกำลังจะไขกุญแจเพื่อสตาร์ทรถเสียงเมโลดี้นั้นก็หยุดลง ทุกอย่างเงียบสงบมีเพียงเสียงของหิมะที่ตกและไฟฉุกเฉินที่กำลังทำงาน ทันใดนั้นความกลัวก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของผม ผมพยายามบอกกับตัวเองว่า

สาเหตุที่เสียงของโทรศัพท์นั้นหยุดลงอาจจะเป็นเพราะว่าแบตมันอาจจะหมดก็เป็นได้ แถมยังดีซะอีกที่เสียงโทรศัพท์มันหยุดลงเพราะจะได้ไม่ต้องมาทนนั่งรำคาญกับเจ้าเสียงเมโลดี้นั่น ผมพยายามพูดปลอบใจตัวเองเพื่อข่มความกลัวที่มีไว้พร้อมทั้งรีบสตาร์ทรถทันที

ทันทีที่เครื่องยนต์เริ่มทำงาน อากาศอันเย็นยะเยือกก็สัมผัสกับใบหน้าผมทันที ผมนึกได้ว่าหลังจากที่ผมเจอต้นตอของเสียงประหลาดแล้ว ผมก็ได้ปรับเจ้าช่องแอร์กลับไปอยู่ที่เดิมของมันเพื่อไม่ให้มันเป่าหน้าของผมแล้วนี่นา

ด้วยความแปลกใจผมลองเช็คที่ช่องแอร์ดูอีกครั้ง… ตรงช่องแอร์นั้นจะมีเทปกาวสีๆติดไว้อยู่เพื่อบอกตำแหน่งของทิศทางลมว่ามันกำลังเป่าไปที่ไหน  ในขณะที่ผมกำลังตรวจดูเจ้าช่องแอร์นั้นอีกครั้ง สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างสีขาวเคลื่อนไหวอยู่ในช่องแอร์(เทปกาวที่ติดไว้ตรงช่องปรับทิศทางลมนั้นเป็นสีแดง)

แต่แล้วจู่ๆเสียงของเจ้าโทรศัพท์เจ้าปัญหาเครื่องนั้นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับส่งเสียงเพียงแค่ระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น และผมก็ได้ยินเสียงบางอย่างเหมือนกับเสียงพูดที่ค่อนข้างอู้อี้เหมือนคนพูดอยู่ในลำคอ หรือเป็นเสียงคล้ายกับคนพยายามพูดอยู่ไกลๆ และเสียงที่ผมได้ยินก็เป็นเสียงของผู้ชายแน่ๆแต่ผมจับใจความไม่ได้ว่าเขาพยายามพูดอะไร แต่เหมือนเขาพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับผม

ในคอนนั้นผมเริ่มกลัวมากขึ้นเรื่อยๆทุกที ผมสังเกตุว่าตัวของผมเองนั้นเย็นยะเยือก สัญชาตญาณของผมมันบอกว่าผมไม่ควรที่จะมองไปในช่องแอร์แต่ผมเองก็ไม่สามารถละสายตาได้ ไม่สแม้แต่กระพริบตาผมยังทำไม่ได้เลย…

เจ้าเทปกาวที่คอยบอกทิศทางลมค่อยเปลี่ยนทิศทางอย่างช้าๆ ผมสังเกตุเห็นเล็บสีค่อนข้างเหลืองอมเขียวค่อยๆยื่นออกมาจากช่องแอร์อย่างช้าๆ สีของนิ้วมือที่ซีดราวกับคนตายค่อยๆยืดเข้ามาใกล้ยังใบหน้าของผม ภายในช่องแอร์นั้นมันมืดและลึกราวกับไม่มีที่สิ้นสุด

“ไม่นะ…ไม่….”

ร่างกายของผมเริ่มส่งสัญญาณบอกกับตัวผมว่าผมกำลังตกอยู่ในอันตราย ร่างกายของผมสั่นด้วยความกลัวไม่หยุด จากนั้นผมก็ได้กลิ่นเหม็นสาบ ราวกับว่ามีใครบางคนหายใจอยู่ใกล้กับใบหูของผมจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงตะโกนแบบแหบแห้งดังลั่นเข้ามาในหู

กูรู้นะว่ามึงได้ยินกู…!!

เสียงตะโกนนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ในขณะนั้นสายตาของผมก็สังเกตุเห็นว่ามีแววตาสีเหลืองที่ดูแล้วน่าเกลียดน่ากลัวกำลังจ้องมองผมอยู่ภายในช่องแอร์ที่มีครีบปรับทิศทางแอร์กั้นอยู่ ในตอนนั้นที่ผมได้สบตากับแววตานั่น ผมสติแตก…

ผมกรีดร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว ผมรีบสตาร์ทรถแล้วเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อพยายามจะหนีออกจากตรงนั้น ภาพของหิมะที่ปกคลุมกระจกด้านหน้ากระจายออกด้วยความเร็วจากตัวรถที่พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง

มาคิดดูอีกที, ในตอนนั้นผมเองแทบไม่ได้สนใจรายละเอียดบนท้องถนนเลยมีแต่น้อยหรือว่าผมปิดตาขณะขับรถผมเองก็จำไม่ได้ แต่ก็ถือว่าโชคดีมากๆในวันนั้นที่ผมไม่ได้ขับรถไปชนรถคันอื่นหรือแม้แต่คนเดินถนน ในระหว่างนั้นจู่หูของผมก็ได้ยินเสียงเหมือนเหล็กกระทบกันอย่างรุนแรงดังขึ้นในหูซ้ายของผม มันดังมากซะจนผมรู้สึกได้ถึงแรงกดดันของเส้นประสาทในหูของผม

ผมรู้สึกเจ็บหูเอามากๆแถมแรงดันก็ค่อยๆหนักขึ้นเรื่อยๆ… สุดท้ายความเจ็บปวดอันสุดแสนจะทรมานที่ผมไม่เคยได้ประสบมาก่อนก็ได้เกิดขึ้นภายในหูของผมราวกับว่ามีคนเอาเข็มมาจิ้มเข้าไปในหูของผม ภาพที่ผมมองเห็นในตอนนั้นทุกอย่างๆค่อยๆกลายเป็นสีเหลืองก่อนที่ผมจะหมดสติไป…

ผมมารู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาล รถของผมนั้นเกิดอุบัติเหตุเสียหลักพุ่งชนเขากับกองหิมะข้างทางเข้าอย่างจังหลังจากที่ผมหมดสติไปในตอนนั้น โชคดีที่กองหิมะนั้นช่วยชะลอและรองรับแรงกระแทกของรถไว้ผมเลยรอดชีวิตมาได้  ไม่งั้นผมอาจจะเสียชีวตด้วยอุบัติเหตุขับรถตกหน้าผาแน่ๆ ต้องขอบคุณพนักงานขับรถกวาดหิมะที่ผ่านเข้ามาพบผมและได้ทำการช่วยชีวิตผมเอาไว้

จากคำบอกเล่าของชายคนนั้นบอกว่า ผมนอนสลบไม่ได้สติอยู่นอกรถ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมเอาตัวเองออกมาจากรถได้อย่างไร เป็นไปได้ว่าผมอาจจะกระเด็นออกมาจากรถด้วยแรงกระแทกตอนที่รถชนเข้ากับกองหิมะ หรืออาจจะเป็นจิตใต้สำนึกที่ผลักตัวผมเองออกมาจากรถตอนที่ผมหมดสติไป?  แต่ไม่ว่าจะยังไงผมก็คิดว่า ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมโชคดีมากๆที่รอดมาได้เพราะถ้าเกิดโชคไม่ดีผมอาจจะตายไม่ด้วยอุบัติเหตุรถชนก็ต้องหนาวตายอยู่ใต้กองหิมะแน่ๆ

ผมได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากอุบัติเหตุครั้งนั้นยกเว้นหูซ้ายของผมที่เกิดปัญหาเยื่อแก้วหูฉีกขาด คุณหมอได้บอกถึงสาเหตุว่าอาจจะเกิดจากแรงกระแทกตอนเกิดอุบัติเหตุ แต่ว่าผมไม่มีรอยฟกช้ำบริเวณเหนือคอขึ้นไปเลยแม้แต่นิดเดียว

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลก และน่าเหลือเชื่อมากที่ผมจะได้รับบาดเจ็บเพียงแค่เยื่อแก้วหูฉีกเพียงด้านเดียวแค่นั้น มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน? และเท่าที่ผมจำได้ช่วงเวลาที่แก้วหูของผมได้เกิดฉีกขาดมันเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุรถชนนี่นา….

แต่ถึงแม้ว่าผมจะพูดออกไปก็ไม่มีใครเชื่อผมอยู่ดี เผลอๆพวกเขาจะคิดว่าผมมีปัญหาเกี่ยวกับสมองได้รับการกระทบกระเทือนแล้วมีปัญหาเรื่องคงามทรงจำแหงๆ เพราะงั้นผมเลยตัดสินใจไม่พูดเรื่องนี้ให้คุณหมอฟังดีกว่า

ผมได้ออกจากโรงพยาบาลในเวลาไม่นานนัก คุณหมอได้อธิบายถึงเยื่อแก้วหูนั้นมันสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ และผมเองก็จะกลับมาได้ยินอีกครั้งเหมือนแต่ก่อนซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นก็ผ่านมาได้ปีกว่าแล้ว

เยื่อแก้วหูของผมกลับมาเป็นปกติอีกครั้งรวมไปถึงผมสามารถกลับมาได้ยินเสียงเหมือนปกติอีกครั้ง ผลทดสอบการได้ยินของผมนั้นยังคงได้การประเมินว่าดีกว่ามาตรฐาน แต่ผมกลับรู้สึกว่าการได้ยินของผมนั้นไม่เหมือนเดิมเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างมาครอบหูด้านซ้ายของผมไว้ เวลาที่มีคนมาพูดกับผมจากทางด้านซ้ายผมจะรู้สึกแปลกๆและระคายเคืองในหูอยู่บ่อยครั้ง

และจากเรื่องราวทั้งหมด ก็ดูเหมือนกับว่าชีวตของผมก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งเหมือนกับก่อนที่ผมจะเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้น ผมยังคงทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งเดิม ประกันของผมครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมดในโรงพยาบาล แต่เรื่องที่น่าแปลกใจที่สุดสำหรับผมก็คือบริษัทรถเช่าที่ผมเช่ารถมาใช้นี่แหละ

พวกเขาไม่ชาร์จผมในส่วนค่าปรับใดๆทั้งสิ้นจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น อันที่จริงต้องบอกว่าไม่เคยได้ยินหรือได้รับการติดต่อจากพวกเขาเรื่องอุบัติเหตุนั่นเลยสักครั้ง… ผมเดาว่าคงเป็นเพราะพวกเขามีประกันที่คอยจัดการกับเรื่องพวกนั้นอยู่แล้ว และผมเองก็ไม่อยากจะไปหาปัญหาใส่ตัวหากผมไปติดต่อสอบถามเรื่องพวกนี้ ปต่ผมก็ยังมีเรื่องคาใจว่ารถคันยังคงถูกปล่อยเช่าอยู่หรือเปล่า…?

และอย่างที่ผมเล่าไป เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นมาได้ประมาณปีกว่าและทุกๆอย่างก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ แต่ว่าไม่กี่วันก่อนมันมีบางอย่างเกิดขึ้นกับผมซึ่งมันทำให้ตัวของผมนั้นถึงกับตัวสั่นไปทั้งตัว…

ในวันนั้นได้มีพนักงานสาวคนใหม่เข้ามาทำงานชั่วคราวเป็นวันแรกของเธอที่บริษัทที่ผมทำงานอยู่ และเมื่อผมเดินผ่านไปตรงโต๊ะของเธอผมสังเกตุเห็นว่า เธอมองผมด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาดราวกับเธอกำลังมองอะไรบางอย่างที่ผมเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ แล้วเธอก็ถามผมว่า

นั่นใช่เสียงโทรศัพท์ของคุณที่กำลังดังอยู่หรือเปล่า?

แน่นอนว่ามันต้องไม่ใช่เสียงโทรศัพท์ของผมแน่ๆ เพราะงั้นผมก็เลยบอกกับเธอว่าไม่ใช่โทรศัพท์ของผม ซึ่งเธอก็บอกกับผมว่า

“น่าแปลกนะคะ เพราะฉันได้ยินเสียงโทรศัพท์มันเข้ามาใกล้ฉันเรื่อยๆจนฉันสังเกตุเห็นคุณเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเสียงนั่น คุณแน่ใจนะว่าไม่ใช่โทรศัพท์ของคุณ? อืม…แต่ช่างมันเถอะเพลงนั่นฉันว่ามันก็เพราะดีนะ”

นี่มันบ้าชัดๆมันจะเป็นไปได้ยังไงกัน(ผมคิดในใจ) ในตอนนั้นผมเริ่มเหงื่อตกพร้อมทั้งจู่ๆหูของผมก็เริ่มรู้สึกเจ็บขึ้นมาทันที ด้วยความอยากรู้ว่าเสียงมันเป็นยังไงผมเลยตัดสินใจที่จะถามเธอ

“เอ่อพอดีหูของผมไม่สามารถได้ยินเสียงดีขนาดนั้น ผมเลยไม่ได้ยินนะ ว่าแต่เสียงเพลงนั่นมันเป็นยังไงหรือครับ?”

เธอบอกว่า

“อิมขอคิดก่อนนะคะ ฉันจะอธิบายยังไงดีละ? มันเหมือนกับเพลงที่ใช้ในหนังยุคเก่าๆนะคะ ทำนองประมาณว่า…”

แล้วเธอก็เริ่มฮัมเพลงเป็นทำนองที่เธอได้ยินให้ผมฟังซึ่งมันก็ไม่ใช่ทำนองของเพลงที่เหมือนกับเพลงที่ผมได้ยินในรถเมื่อตอนนั้น มันเลยทำให้ผมเองก็ค่อนข้างโล่งอกเพราะว่าถ้าเธอเกิดฮัมเพลงเป็นเพลงเดียวกับเพลงที่ผมได้ยินในรถผมจะต้องสติแตกแน่ๆ

แต่ผมก็โล่งใจอยู่ได้ไม่ได้เพราะว่าวันต่อมา, ทางบริษัทก็ได้มีกินเลี้ยงและปาร์ตี้หลังเลิกงานที่ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง พนักงานหญิงคนเดิมที่ผมได้คุยด้วยนั้นผมไม่ได้คิดว่าผมจะได้ยินเธอร้องเพลง ซึ่งผมก็พบว่าเธอร้องเพลงได้แย่มากๆ ผมคิดว่าเทพเจ้าแห่งดนตรีอาจจะสาปเธอก็เป็นได้ ซึ่งไม่ว่าจะเพลงอะไรก็ตามที่เธอร้องมันมักจะกลายเป็นเพลงอะไรก็ไม่รู้ไปในทันที และตั้งแต่วันนั้นมันก็ทำให้ผมพยายามเลี่ยงไม่ไปสังสรรค์ที่ร้านคาราโอเกะหลังเลิกงานถ้าหากมีเธอไปด้วย

แต่ว่าถ้าเกิดเธอเกิดมาถามผมอีกว่า “นั่นใช่เสียงโทรศัพท์ของคุณหรือเปล่า?” “คุณไมได้ยินหรือ? เพลงนั่นไง!” อีกครั้งละก็, หรือว่าถ้าเธอบอกว่าเธอนั้นมีอาการเจ็บหูละก็… ผมอาจจะสติแตกแน่ๆ

.

.

.

What do you think?

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading…

0
the-haunted-bar-dolphin-ring-แหวน

แหวน โลมาวงนั้น

the-haunted-bar-sukuumono-ปรสิต-ch1

ปรสิต (Sukuu Mono) ตอนที่ 1