in ,

ปรสิต (Sukuu Mono) ตอนที่ 6

สิ่งที่รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว

the-haunted-bar-sukuumono-ch6
image by the haunted bar

ปรสิต …

สิ่งมีชีวิตที่ไปอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นแล้วเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ ในขณะที่อีกฝ่ายเสียประโยชน์…

กลับมาต่อกับตอนที่ 6 กับซีรีย์ ปรสิต เรื่องราวเร้นลับที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนของฉันคนหนึ่งที่ชื่อ “นารุมิ” ผู้ซึ่งมีสิ่งมีชีวิต(หรืออาจจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิต)ที่ทรงพลังเอามากๆ อาศัยอยู่ในร่างกายของเธอ (ซึ่งพวกเราได้ตัดสินใจที่จะเรียสเจ้าสิ่งนั้นว่า “สโมกี้”) ซึ่งถ้าใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 จนถึงตอนที่5 ละก็ขอแนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านกันก่อนเพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

เอาละมาเข้าเรื่องกันต่อ…

โช (ชายผู้ซึ่งแบกนารุมิไว้บนหลังตั้งแต่ตอนที่ 1 หากยังจำกันได้) ได้ติดต่อมาหาฉัน เขาพึ่งจะทราบข่าวว่า นารุมิได้พยายามติดต่อกับเพื่อนสมัยมหาลัยทุกคนเพื่อที่จะนัดเจอกันเพื่อพบปะสังสรรค์กันอีกครั้ง ซึ่งเขาเองก็ได้พูดคุยกับนารุมิเช่นกัน ซึ่งมันก็ทำให้เขาเองนั้นนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นที่บ่อน้ำในบ้านผีสิงแห่งนั้นเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งในระหว่างที่ฉันกำลังทำงานอยู่นั้น เขาเองก็ได้เผลอไปเล่าเรื่องนี้ให้กับเพื่อนร่วมงานของเขาได้ฟัง ซึ่งเมื่อเพื่อนร่วมงานของเขาได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น หนึ่งในนั้นได้ขอพบกับเขาเป็นการส่วนตัวเพื่อขอร้องให้เขาทำอะไรบางอย่าง เพื่อนร่วมงานของเขาคนนี้เธอต้องการให้เขานั้นไปพบกับใครบางคน…เอาเป็นว่าฉันจะขอเรียกคนๆนั้นว่า “เฮตะ” ก็แล้วกัน

เฮตะนั้นเป็นชายที่มีอายุราวๆปลาย 20 เช่นเดียวกับพวกเรา เขาได้บอกกับโชว่า

เฮตะ: “มีใครสักคนหนึ่งในพวกนายนั้นมีอะไรบางอย่างที่ชั่วร้ายเอามากๆได้สิงสู่อยู่ในตัวของเขา ไม่มีใครที่จะสามารถช่วยเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นพระ, นักบวช, หรือแม้แต่ ร่างทรงเองก็ไม่สามารถที่จะขับไล่เจ้าปีศาจตัวนี้ออกไปได้ ฉันได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับนารุมิ และฉันต้องการที่จะรู้ว่าไอ้เจ้าสิ่งๆนั้นที่อาศัยอยู่ในตัวเธอนั้นมันคือตัวอะไรกันแน่

โชได้มีโอกาสเห็นเจ้าสโมกี้นั่นเพียงแค่ครั้งเดียวคือตอนเหตุการณ์ตรงบริเวณบ่อน้ำที่บ้านผีสิงแห่งนั้นเท่านั้น และสิ่งเดียวที่เขารู้เกี่ยวกับเจ้าสโมกี้นั้นมันคือตัวของเขาเองนั้นคิดว่ามันคือผู้พิพัทกษ์ที่คอย “ปกป้อง” เขาและคนอื่นๆในตอนนั้น แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้เขาเองลองคิดทบทวนว่ามันจะเป็นการดีหรือไม่ที่ให้เฮตะได้ไปพบกับนารุมิ…

เขาได้ตอบตกลงที่จะแนะนำนารุมิให้กับเฮตะได้รู้จัก นอกจากนั้นเขาเองยังได้พูดถึงฉัน และอาสะในฐานะเพื่อนสนิทของนารุมิผู้ซึ่งรู้เรื่องราวและความสามารถของเจ้าสโมกกี้นั้นอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร

ฉันได้โทรหาอาสะเพื่อที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง ซึ่งพวกเราต่างมีความเห็นว่ามันจะเป็นการดีกว่าถ้าพวกเราไปเจอกับเฮตะกันแค่เพียงสองคนโดยที่ไม่บอกให้นารุมิรู้เรื่องนี้เพื่อที่จะอธิบายถึงเจ้าสโมกี้ให้เขาได้ฟัง พวกเราได้ไปพบกับกเฮตะและเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเจ้าสโมกี้ให้กับชายคนได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคำสาปจากแหวน, อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับชุดกิโมโนที่เธอได้รับเมื่อสมัยเธอยังเด็ก, รวมไปถึงบ้านหลังใหม่ที่เธออาศัยอยู่ด้วย

และมันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่มีใครที่จะสามารถควบคุมหรือจัดการเจ้าสโมกี้ลงได้เลย หนำซ้ำมันเองยังไม่ยอมช่วยมนุษย์ในการขับไล่วิญญาณชั่วร้ายหรือทำพิธีชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีให้ออกไปจากผู้คนอีกต่างหาก สิ่งที่มันยอมทำมีเพียงแค่ปกป้องนารุมิจากภยันตรายทั้งหลายที่จะเข้ามาทำร้ายเธอเท่านั้น

พวกเราได้พยายามเตือนฮาตะถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเขาเกิดพยายามที่จะใช้พลังของเจ้าสโมกี้เพื่อช่วยเพื่อนของเขาหรือจะด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็แล้วแต่ ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะกลายเป็นผู้คนบริสุทธ์อาจจะถูกทำร้ายก็เป็นได้ พวกเราพยายามเกลี้ยกล่อมเฮตะให้เขาเปลี่ยนความคิดนั่นซะ

 

เฮตะนั้นก็ได้บอกกับพวกเราว่าตัวเขาเองนั้นก็มีความสามารถในการมองเห็นวิญญาณเช่นเดียวกันกับอาสะ ในตอนแรกพวกเราเองก็คิดว่าเขาเองอาจจะแกล้งอำพวกเราเล่น แต่พวกเราก็พยายามเชื่อในสิ่งที่เขาบอก พวกเราเอารูปภาพของนารุมิตอนที่เธอสวมกิโมโนสีขาวนั่นให้เขาดู สีหน้าของเขาจู่ๆก็เปลี่ยนไปในทันที…

 

เฮตะ: “ว้าว…นี่มันเรื่องจริงหรือเนี่ย? แล้วเพื่อนของพวกเธอยังมีชีวิตรอดอยู่ได้เนี่ยนะ??? คือเธอยังมีชีวิตอยู่จริงๆใช่ไหม?.. ฉันละไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ… แล้วไอ้เจ้าสิ่งนี้มันคืออะไรกันเนี่ยเทพเจ้าแห่งหุบเขางั้นหรือ?? แถมเธอยังรอดชีวิตจากการที่เธอต้องถูกไล่ล่าโดยไอ้เจ้าสิ่งนี้เนี่ยนะ!? นี่มันสุดยอดไปเลย ฉันคิดว่าเพื่อนของเธออาจจะเป็นความหวังเดียวสำหรับพวกเราก็ได้นะ

 

และผลก็ออกมาตรงกันข้ามกับที่พวกเราคาดหวังเอาไว้ ดูท่าว่าเฮตะนั้นจะคิดว่านารุมินั้นจะเป็นตัวช่วยสุดท้ายที่เขานั้นรอมานาน เขาไม่สนใจในคำเตือนของพวกเราอีกต่อไปแต่เขากลับถามข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าสโมกี้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

อาสะเองนั้นเริ่มรู้สึกลังเลที่จะตอบคำถามและพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ แต่ทว่า,เธอเองก็อยากฟังความเห็นจากคนที่มีความสามารถแบบเดียวกันกับเธอเหมือนกันว่าเขานั้นมีความคิดเห็นอย่างไร เธอค่อยๆยอมที่จะรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น และเธอเองก็ค่อยๆอธิบายเกี่ยวกับเจ้าสโมกี้  บทสนทนาในตอนนั้นมันเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับ “ความรู้สึก” ซึ่งสำหรับตัวของฉันเองนั้นก็ไม่เข้าใจในบทสนทนาของพวกเขาสักเท่าไหร่…

 

และนี่คือบทสนทนาของพวกเขา

มันเปราะบางมากมั้ย? หรือว่ามันแข็งจนเกินไปราวกับว่ามันอาจจะแตกหักได้ง่ายๆหรือเปล่า?

มันไม่ใช่แบบนั้นนะสิ และมันก็ไม่ได้เย็นยะเยือกราวกับก้อนน้ำแข็งเช่นกัน มันเหมือนกับว่า…จะพูดยังไงดีละ มันทำให้ฉันรู้สึกขนลุก แถมมันยังแสดงท่าที่แปลกเอามากทุกๆครั้งที่มันโผล่ออกมา

จริงดิ ? งั้นมันก็คงเหมือนกับเกล็ดของน้ำแข็งใสปะ?

ไม่ มันไม่ใช่แบบนั้นมันนุ่มนวลกว่านั้น แต่มันกลับไม่ละลายหรือมีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว

 

และบทสรุปของบทสนทนาอัลแปลกประหลาดของพวกเขาก็จบลงที่เฮตะพูดว่า

งั้นฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือตัวอะไรกันแน่

อาสะได้เตือนเฮตะอีกครั้งว่าเขานั้นไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งหรือเกี่ยวข้องกับเจ้าสโมกี้นั่นเป็นอันขาดก่อนที่พวกเราจะแยกย้ายกัน

ไม่กี่วันต่อมา, ฉันเองได้รับโทรศัพท์จากอาสะบอกว่านารุมิกำลังรอพวกเราอยู่กับโช เพื่อที่จะไปยังบ้านร้างแห่งหนึ่งกัน โชได้โทรไปชวนนารุมิโดยบอกว่ามีข่าวลือที่น่าสนใจเกี่ยวกับบ้านร้างแห่งนี้เขาเลยอยากชวนนารุมิและคนๆอื่นไปลองสำรวจกันซึ่งเธอเองก็ตอบตกลงและได้บอกให้โชนั้นชวนอาสะและฉันไปด้วย… ด้วยความตกใจ,ฉันรีบวางสายและรีบตรงไปหานารุมิในทันทีในวันนั้นและเมื่อฉันไปถึงยังจุดนัดพบพร้อมกับอาสะ เฮตะเองก็ได้อยู่ที่นั่นพร้อมด้วยสีหน้าที่ยิ้มระรื่น…

เฮตะ:  “ต้องขอโทษด้วยนะแต่ว่านารุมิและโชนั้นจะตามบอกว่าเดี๋ยวพวกเขาจะตามไปทีหลังนะ เอาละขึ้นรถสิ

ในตอนนั้นฉันได้รู้ว่าจริงๆแล้วเฮตะนั่นแหละที่เป็นคนบอกโชให้ชวนนารุมิให้ไปยังบ้านร้างแห่งนั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง

 

เฮตะ:  “ฉันเป็นคนบอกโชวให้ชวนนารุมิให้ไปลองดูบ้านร้างแห่งนั้นเองแหละ เธอรู้สึกตื่นเต้นมากๆเลยที่จะได้ออกไปสำรวจบ้านร้างแห่งนั้น แถมสามีของเธอนั้นก็ใจดียอมให้เธอออกไป “ผจญภัย” กับเพื่อนเก่าแถมยังอาสาจะเป็นคนเลี้ยงลูกแทนในขณะที่นารุมิไม่อยู่อีกต่างหาก แต่ว่าในตอนนี้พวกเราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วพวกเราต้องรีบกันแล้วแหละนะ

 

เฮตะได้ขับรถมาถึงยังที่พักแห่งหนึ่งและได้จอดรถข้างหน้าแมนชั่นหลังใหญ่ และทันที่ทีเขาจอดรถตรงบริเวณริมถนน อาสะเองก็เริ่มตัวสั่น สีหน้าของเธอเริ่มซีดเหมือนเธอได้เห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากๆ

 

เฮตะ: “ขอโทษด้วยนะอาสะ พวกเราจะไม่เป็นอะไรแน่นอน พวกเราจะปลอดภัย ตราบใดที่เราไม่ไปยุ่งกับข้าวของในบ้านนั่นนะ

 

อาสะค่อยๆลงมาจากด้วยท่าทีที่ไม่เต็มใจสักเท่าไหร่นักเธอมองขึ้นไปยังด้านบนของแมนชั่นนั่นและมองไปยังเฮตะด้วยสีหน้าที่ตึงเครียดเอามากๆ

 

อาสะ: “…….นี่นายล้อกันเล่นใช่ไหม?

เฮตะ: “ ไมนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น… แม่ของฉันนั้นเป็นเพื่อนรักของภรรยาที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้..ลูกชายของเธอนั้นจู่ก็เกิดมีอาการคลุ้มคลั่งเสียสติอย่างไม่ทราบสาเหตุ

 

อาสะ: “นายต้องการจะบอกอะไรกันแน่? นายต้องการที่จะช่วยลูกชายของเธองั้นเหรอ…แล้วถ้าเกิดพวกมันเกิดกระจัดกระจายไปรอบๆพื้นที่รอบๆนี้ละนายจะทำยังไง…?

 

เฮตะ: “เรื่องนั้นฉันคิดไว้ก่อนหน้านั้นแล้วแหละน่า….ที่ฉันต้องทำก็แค่ทำการล็อคพื้นที่แห่งนี้ซะแล้วก็ทำกักขังไม่ให้พวกมันออกไปข้างนอกได้ จากนั้นก็ปล่อยให้พวกมันดิ้นรนต่อสู้กันเองจนกว่าใครสักคนจะเป็นฝ่ายแพ้ก็แค่นั้น…

 

อาสะพยายามที่จะพูดอะไรบางอย่าง, แต่ก่อนที่เธอกำลังจะได้พูด จู่ๆประตูก็ได้ถูกเปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของบ้านได้เดินออกมาต้นรับพวกเราและเชิญให้พวกเราเข้าไปยังบ้านของเธอ “เอาละตามมาทางนี้นะ” เธอได้พาเราไปยังห้องห้องหนึ่ง ในห้องนั้นมีชายคนหนึ่งอยู่ในห้อง

 

ตัวของฉันเองตกใจและงุนงงทันทีที่ฉันได้เห็นชายคนนั้น… เขายืนหันหน้าเข้ากำแพงนัยตาของเขาเหลือกราวกับมันกำลังจะหมุนไปยังอีกด้านหนึ่งของเขา หัวของเขานั้นเงยหน้าจ้องมองไปยังเพดานพร้อมทั้งแสยะยิ้มแล้วก็พูดพึมพำอะไรบางอย่าง แถมแววตาของเขานั้นแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวและความบ้าคลั่งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าใครมาบอกกับฉันว่า ”นี่คือปีศาจที่อาศัยอยู่ในบ้านของเขา” ฉันก็จะเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น

อาสะในตอนนี้ถึงกับหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัดเจน และเธอก็พูดอะไรบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจออกมา

แกนกลางของมันอยู่ที่ไหนกันแน่?

เฮตะตอบกลับด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างตื่นตระหนก  “เอ่อ…นั่นแหละคือปัญหา พวกเราเองก็ไม่รู้หรอกว่าแก่นของมันอยู่ตรงไหนหน้าตาที่แท้จริงเป็นยังไงกันแน่ วันหนึ่งจู่ๆมันก็ปรากฎตัวออกมา

และจากที่ฉันรู้เพิ่มเติมจากเฮตะและแม่ของชายที่อยู่ในห้องนั้นว่า ลูกชายของเธอ (ขอเรียกเขาว่าเคนก็แล้วกัน) นั้นได้ถูกอะไรบางอย่างเข้าสิงซึ่งมันได้รวมร่างกับวิญญาณอาฆาตของเหล่ามนุษ์เป็นจำนวนมาก และพวกเขาเองก็ได้ทราบถึงที่มาของเจ้าปีศาจตนนั้นว่า

ก่อนหน้านั้นมันได้สิงสถิตอยู่ในวัตถุบางอย่างเพื่อคอยดูดกลืนวิญญาณของเหล่ามนุษย์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมันก่อนที่มันจะย้ายมาสิงยังลูกชายของเธอ  เพราะงั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าแกนกลางของเจ้าปีศาจตนนั้นอาจจะยังคงอยู่ภายในวัตถุอันนั้น ซึ่งพวกเขาเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าไอ้เจ้าวัตถุนั้นมันคืออะไรกันแน่

แต่ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าวัตถุนั่นแหละที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการที่จะทำการขจัดเจ้าปีศาจร้ายตนนั้นและทำการช่วยให้เคนนั้นกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างพวกเขาเลยแม้แต่น้อย…ไม่มีหมอผีหรือร่างทรงคนไหนสามารถที่จะหาวัตถุอันนั้นเจอหรือสามารถกำจัดปีศาจตนนั้นได้เลย

ฉันสังเกตุเห็นสีหน้าของอาสะที่แสดงถึงอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่ได้ยินคำตอบจากเฮตะ “ ชายคนนี้…นี่เขาไม่เป็นอะไรแน่นะ, คือฉันหมายถึงเขาไม่เคยฆ่าใครมาก่อนใช่ไหม..?

 

เฮตะตอบกลับอาสะแบบหน้าตาเฉย “เขาแค่เกือบนะ… แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วแหละเพราะว่าร่างทรงคนสุดท้ายที่เข้ามาจัดการกับเขานั้นได้ทำการลง “โยเกะ(yoke หรือว่าผนึก)” ไว้ในตัวของเขาเพื่อกดพลังอันชั่วร้ายนั้นไว้…

ในระหว่างบทสนทนานั้น เสียงของรถคันหนึ่งได้ขับมาจอดตรงหน้าบ้าน…โชกับนารุมิได้มาถึงยังบ้านหลังนั้นแล้ว แถมในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้เธอกลับหลับไม่ได้สติอยู่ในรถอีกต่างหาก

เฮตะไม่รอช้ารีบวิ่งลงไปอุ้มนารุมิที่กำลังหลับอย่างไม่ได้สติเข้าไปยังห้องที่ทำขึ้นเป็นพิเศษในบ้านหลังนั้น เขาวางเธอลงบนพื้นจากนั้นก็นำผ้าห่มมาคลุมตัวเธอไว้ จากนั้นแม่ของเคนก็ได้พาเขาเข้าไปยังห้องๆนั้น จากนั้นพวกเราก็รีบออกมาจากห้องนั่นโดยทิ้งนารุมิและเคนเอาไว้ในห้องนั่น…

เอาจริงๆพอมานึกย้อนกลับไป…มันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่พวกเราได้ทำอะไรบ้าๆแบบนั้น ทิ้งผู้หญิงหนึ่งคน(ที่แต่งงานแล้ว) ไว้กับชายอีกคนที่วิกลจริตซึ่งเป็นอะไรที่อันตรายมากๆ แต่ด้วยความที่พวกเราเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนารุมิจะไม่เป็นอะไรแถมเฮตะเองก็ดูมั่นอกมั่นใจเอามากๆเหมือนเขารู้ว่าตัวของเขาเองกำลังทำอะไรอยู่ ในตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ว่าฉันเองจู่ๆก็เชื่อว่าพวกเราทั้งหมดที่อยู่ที่นั่นกำลังทำในสิ่งที่สมควรที่จะทำอยู่

เฮตะเดินออกมาจากห้องนั่นแล้วก็รีบปิดประตูพร้อมกับล๊อคประตูนั่นในทันที จากนั้นเขาก็นั่งลงตรงหน้าประตูนั่นโดยที่เขาหันหลังให้กลับประตู อาสะจับแขนฉันเอาไว้แน่นมากๆส่วนแม่ของเคนเองก็ได้แยกตัวไปหลบอยู่ที่ห้องอื่นแทน ในไม่ช้าก็มีเสียงที่ดังสนั่นราวกับว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้นดังออกมาจากภายในห้องนั่น ตามด้วยเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกำลังทุบกับแพงไปรอบๆห้อง เสียงของข้าวของแตกกระจาย จากนั้นก็มีเสียงเหมือนกับสิ่งของขนาดใหญ่มากๆกำลังโดนลากไปรอบๆห้องนั่น

ฉันมองไปยังเฮตะด้วยความตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เฮตะเองไม่แม้ขยับตัวหรือแสดงอาการอะไรออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว เขานั่งนิ่งไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว โชเองก็แสดงอาการกลัวออกมาให้ฉันเห็นเช่นกัน

แต่ว่าเขาเองก็พยายามควบคุมตัวเองเอาไว้ ดูเหมือนว่าโชเองก็คงจะรู้เรื่องราวพวกนี้มาจากเฮตะก่อนหน้านั้นแล้วว่าตัวเขาเองจะต้องเผชิญกับอะไร

 

ไม่มีใครส่งเสียงหรือขยับตัวเลยในตอนนั้น ซึ่งเหตุการณ์นั้นค่อนข้างกินเวลาอยู่นานพอสมควรเลยทีเดียว และด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังขึ้นภายในห้องนั่นเอาจริงๆ…มันทำให้พวกเรารู้สึกกลัวซะจนลืมเวลาไปเลย หลังจากนั้นเสียงก็ค่อยๆเบาลงราวกับเป็นสัญญาณว่าเรื่องมันกำลังจะจบลงในไม่ช้า

 

จู่เสียงของคนเคาะประตูก็ดังขึ้นไม่หยุด พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของชายคนหนึ่งดังออกมาจากภายในห้องนั้น

 

ช่วยด้วย!!! ช่วยฉันด้วย! ได้โปรด ใครอยู่ข้างนอกนั่น!!! ช่วยด้วย! รีบๆเปิดประตูนี้ให้ที! เฮ้ยยย ! มีใครอยู่ข้างนอกนั่นไหม ! ช่วยฉันด้วย ได้โปรดรีบๆเปิดประตูช่วยฉันออกไปที!!!!

 

อาสะมองไปยังเฮตะแล้วก็ถามว่า,  “เฮตะ นี่ก็น่าจะพอได้แล้วมั้ง? ปล่อยเขาออกมาเถอะ

 

ฉันเห็นด้วยกับอาสะก็เลยช่วยพูดกับเฮตะ  “นั่นสิเคนอาจจะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ได้รีบๆปล่อยเขาออกมาได้แล้วมั้ง

 

เฮตะมองมายังพวกเราด้วยสายตาที่ซีเรียสมากๆพร้อมกับพูดว่า “ยัง มันยังไม่จบ

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเสียงร้องโหยหวนนั่นก็ค่อยๆเบาลงจนเมื่อเสียงเงียบสนิทเขาจึงตัดสินใจที่จะเปิดประตูบานนั้น สิ่งที่พวกเราเห็นนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก ทุกๆอย่างในห้องนั้นอยู่ที่เดิมเหมือนปกติ แบบเดียวกับก่อนที่พวกเราจะออกไปจากห้องไม่มีข้าวของได้รับความเสียหายราวกับว่ามันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นภายในห้องนั้นเลย แล้วไอ้เจ้าเสียงอึกทึกครึกโครมพวกนั้นละ?! สภาพในห้องกับเสียงที่พวกเราได้ยินก่อนหน้านั้นมันคนละเรื่องกันเลย

 

ในระหว่างที่พวกเรากำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เฮตะได้เดินตรงไปหาเคนที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่ทีมุมห้อง

 

เฮตะ: “เคน…นายจำฉันได้หรือเปล่า?

 

เคน: “เอ่อ….เฮตะ? นี่เฮตะใช่ไหม!!

 

แววตาของเคนกลับมาเป็นปกติเหมือนมนุษย์อีกครั้ง ดูเหมือนว่าเคนจะได้สติกลับคืนมาเป็นปกติแล้วซึ่งเขาดูแตกต่างจากตอนที่พวกเราเห็นเขาในตอนแรกราวกับเป็นคนละคนไปเลย…

 

เคน: “เฮตะ,นายเชื่อฉันใช่ไหมว่ามันคือปีศาจ! มันคือเรื่องจริง! มันทำร้ายฉันและพยายามจะฆ่าฉัน

เฮตะตบไหล่เคนเบาๆเพื่อปลอบใจเขาพร้อมกับบอกว่า “เออ…ฉันเชื่อนาย

หลังจากสถานการที่ดูจะคลี่คลายลง อาสะจู่ก็เป็นลมล้มไป โชคดีที่ฉันไหวตัวทันรีบคว้าตัวของเธอไว้ไม่ให้ศรีษะของเธอกระแทกพื้น เฮตะเห็นท่าจะไม่ดีเขาเลยบอกให้ฉันพาเธอไปพักที่ห้องนั่งเล่นข้างล่าง

ในระหว่างที่ฉันพาอาสะลงไปพักยังห้องนั่งเล่นข้างล่าง ฉันก็เกิดนึกขึ้นได้ว่าเสียงของเคนที่ตะโกนโหยหวนร้องขอความช่วยเหลือ… กับตอนที่เขาได้สติกลับมาแล้วออกมาจากห้องนั้นมันไม่ใช่เสียงเดียวกันเลยแม้แต่นิดเดียว…

 

หลังจากที่อาสะได้สติตื่นขึ้นมา พวกเราก็ได้พานารุมิ (ที่กำลังอยู่ในสภาพครึ่งหลังครึ่งตื่น) กลับไปยังอพาร์ตเม้นของอาสะ จากนั้นเธอก็ได้โทรหาสามีของนารุมเพื่อที่จะขอให้เขามารับเธอกลับบ้าน ในตอนนั้นกลุ่มพวกผู้ชายทุกคนนั้นตัดสินใจว่าจะอยู่ที่บ้านของเคนเพื่อดูสถานการณ์ รวมไปถึงเพื่อไม่ให้สามีของนารุมินั้นเกิดความสงสัย

 

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับพวกเราที่สามีของนารุนั้นดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีปัญหาหรือว่ากังวลใจกับสถานที่เกิดขึ้นกับนารุมิหลังจากที่อาสะได้เล่าให้เขาฟังว่านารุมินั้นเผลอหลับไปแล้วก็ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น

 

สามีของนารุมิ: “อ้อ…ไม่ต้องเป็นห่วงนะนั่นมันเป็นเรื่องปกตินะ คือดูเหมือนว่าเธอจะมีปัญหาเรื่องของการนอนหลับนะ(sleeping disorder) บางครั้งจู่ๆเธอก็จะเผลอหลับไปแล้วก็จะไม่ยอมตื่นซักพักใหญ่ๆเลยนะ แม่ของเธอเองก็ได้เล่าให้ผมฟังเช่นกันว่าตอนเด็กๆ เธอมักจะเป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆแต่ว่านี่ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นหลังจากที่แต่งงานกันแล้วนะ ผมเองก็ว่ามันเป็นเรื่องที่ตลกดี

 

อันที่จริงก่อนหน้านี้พวกเราก็ได้ลองไปตรวจที่โรงพยาบาลกันมาแล้วแต่ก็ไม่มีพบความผิดปกติอะไรในตัวของนารุมิเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะงั้นพวกเราก็เลยไม่ได้ติดว่ามันเป็นเรื่องซีเรียสนะฮ่าๆๆ แถมเธอเองก็เข้าใจถึงปัญหานี้เธอเลยมักจะเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เช่นก่อนนอนเธอจะเช็คทุกครั้งว่าเตาแก๊สหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆที่ไม่ได้ใช้งานตอนนั้นได้ถูกปิดหรือถอดปลั๊กออกเป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกครั้ง ถึงแม้บางทีเธอจะจำไม่ได้ว่าเธอปิดแล้วหรือเปล่า แต่ว่ามันก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นเลยนะแถมยิ่งพอมีลูกด้วยแล้วยิ่งไม่พบปัญหาอะไรอีกเลย

 

อ้อแล้วก็ผมต้องขอโทษแทนนารุมิด้วยนะครับที่เธอสร้างปัญหาให้ แล้วก็ขอบคุณที่ติดต่อมานะครับ

 

จากนั้นเขาก็พานารุมิกลับบ้านไป…

 

ขอย้อนกลับไปตอนก่อนที่พวกเรากลับมาจากบ้านของเคนซักนิดนึง อาสะได้บอกกับฉันว่า,

 

อาสะ: “ฉันเชื่อว่าเจ้าสโมกี้นั่นแหละที่เป็นคนทำการปิดพวกเตาแก๊สหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย ในกรณีที่นารุมินั้นลืมที่จะปิดสวิตช์สิ่งของพวกนั้น แต่ฉันกลับแปลกใจตรงที่ลูกของเธอนั้นช่วยทำให้เธอมีสติไม่เผลอหลับหรือว่าอาจจะเป็นไปได้ว่านารุมินั้นไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับพวกเหตุกาณ์อันตรายเพราะว่าเธอเองต้องคอยดูแลลูกของเธออยู่ตลอดเวลา

 

เฮตะ : “ฉันคิดว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นนะ ฉันว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับจิตใต้สำนึกของเธอซะมากกว่า มันพยายามปฏิเสธไม่ให้เธอหลับในขณะที่ลูกของเธอยังอยู่กับเธอ และฉันคิดว่าเจ้าสโมกี้นั้นก็ได้รับผลกระทบจากจิตใต้สำนึของเธอเช่นกัน ราวกับว่ามันทำงานร่วมกันซึ่งนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่มันสามารถทำให้นารุมินั้นสามารถหลับได้ในสถานการณ์ที่อันตราย และถ้ามองจากอีกมุมนึงก็จะเห็นได้ว่าเจ้าสโมกี้นั่นจะสามารถแสดงพลังของมันได้อย่างเต็มที่ได้นั้นมันนารุมิจะต้องอยู่ในสภาวะที่ไร้กังวล ยกตัวอย่างเช่น หากมีใครที่ดูแลลูกของเธอแทนเธอได้นั้นเธอก็จะรู้สึกโล่งใจและนั่นทำให้เจ้าสโมกี้นั้นสามารถที่จะทำให้เธอหลับและปลด

ปล่อยตัวมันเองออกมาได้ แต่ก็น่าแปลก…บางทีนารุมิอาจจะมีอะไรที่พิเศษที่เจ้าสโมกี้นั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกับเธอได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันก็คงเลือกที่จะไปอาศัยอยู่ในร่างกายของคนอื่นแล้ว “

 

จากนั้นเฮตะก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในอดีตรวมไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเคนกับนารุมิในห้องนั่นให้พวกเราฟัง  เขาได้ใช้ความรู้แล้วก็คอนเนคชั่นทั้งหมดที่เขามี สร้างห้องพิเศษที่มีการป้องกันหลายชั้นขึ้นมาในบ้านของเคนเพื่อไม่ให้วิญญาณทุกตนสามารถหนีออกไปจากห้องนั้นได้

 

นอกจากนี้เขายังได้สร้างสภาพแวดล้อมในห้องเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ปีศาจที่สิงอยู่ในเคนต้องมาเผชิญหน้ากับเจ้าสโมกี้อีกด้วย หรือถ้าพูดง่ายๆก็คือเหมือนกับเขาได้สร้างสนามมวยขึ้นมาสำหรับคู่นี้โดยเฉพาะ เพราะเขานั้นได้รู้ว่าไม่มีอะไรที่สามารถทนที่จะอยู่ใกล้เจ้าสโมกี้นี้ได้และสุดท้ายแล้วมันก็มักจะลงเอยที่การต่อสู้ทุกครั้งและเขามั่นใจว่าเจ้าสโมกี้นั่นจะชนะแน่นอน และผลมันก็ลงเอยตามที่เขาคาดไว้

 

ส่วนเสียงที่ร้องโหยหวนดังออกมาจากในห้องนั้นก็เป็นเสียงที่ดังมาจากเหล่าวิญญาณที่หลอมรวมกับเจ้าปีศาจนั่น ซึ่งก่อนที่มันจะเผชิญหน้ากับความตายของมันมันได้มีช่วงที่มันได้สติหรือระลึกถึงช่วงเวลาตอนที่มันยังคงเป็นมนุษย์อยู่ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่เสียงแบบนั้นจะออกมาจากเจ้าปีศาจนั่นและเสียงนั่นมันก็เหมือนกับเสียงของมนุษย์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่

 

อาสะที่ตอนนั้นได้เป็นลมลงไปหลังจากที่สถานการณ์ได้จบลง ก็ได้บอกเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เธอถึงกับเป็นลมล้มผับลงไปในตอนนั้น สำหรับสิ่งที่อาสะเห็นนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คนทั่วๆไปเห็น…สิ่งที่เธอได้เห็นก็คือฉาก ”การสังหารหมู่อย่างบ้าคลั่ง ในห้องที่ปิดตาย” โดยที่เจ้าสโมกี้นั่นแหละที่ได้ทำการฉีกร่างของเจ้าปีศาจนั้นทีละชิ้น…

 

อาสะและเฮตะนั้นต่างก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าปีศาจตนนั้นหลังจากที่เหตุการณ์จบลง สำหรับนารุมินั้น เธอได้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นแล้วเธอก็เริ่มทำอาหาเช้าและงานบ้านราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น…

 

ส่วนเคนนั้นยังคงต้องไปพบกับแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คอาการที่โรงพยาบาลจิตเวช แต่ว่าทางคุณหมอก็ได้พบว่าเคนนั้นมีอาการที่ดีขึ้นมาก และจากคำบอกเล่าจากแม่ของเขานั้นตอนนี้เขาสามารถที่จะกลับมาสื่อสารกับผู้คนได้เหมือนปกติแล้ว

 

สำหรับโชนั้นฉันไม่แน่ใจว่าเฮตะได้พูดคุยอะไรกับเขากันแน่แต่หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นเขาได้บอกกับฉันว่าจากนี้ไปเขาขอไม่ยุ่งกับนารุมิอีกต่อไปแล้ว

 

อาสะและเฮตะได้ทิ้งท้ายเกี่ยวกับเจ้าปีศาจที่ดูดกลื่นวิญญาณของมนุษย์ไว้ว่า เจ้าสิ่งนั้นมันอยู่มามากกว่า50ปีได้แล้วแต่ไม่น่าจะถึง100ปี พวกเขาทั้งคู่ต่างอธิบายถึงลักษณะคร่าวๆว่า “วิญญาณที่มันดูดกลืนเข้าไปนั้นได้ถูกถอนเล็บออกไปจนเกลี้ยง” ซึ่งมันดูเหมือนกับว่าวิญญาณเหล่านั้นถูกหลอมรวมและถูกทรมานโดยเจ้าปีศาจตนนั้น

ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหล่าวิญญาณพวกนั้นในตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถูกหลอมรวมเข้ากับปีศาจตนนั้นได้อย่างไร แต่ว่ามันอาจจะดีกว่าถ้าหากฉันไม่พยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้…

.

.

.

จบตอนที่ 6

What do you think?

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading…

0
the-haunted-bar-sukuumono-ปรสิต-ch-5

ปรสิต (Sukuu Mono) ตอนที่ 5

the-haunted-bar-grandma-s-noh-mask-ยาย-part-1

หน้ากาก “โนห์” ของคุณยาย