in ,

ปรสิต (Sukuu Mono) ตอนที่ 2

บ้านอาถรรพ์ [The Haunted House]

the-haunted-bar-sukuumono-ปรสิต-ch2
image by the haunted bar

ปรสิต…

สิ่งมีชีวิตที่ไปอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นแล้วเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ ในขณะที่อีกฝ่ายเสียประโยชน์…

ในตอนที่ 2 นี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนของฉันอีกคน กับนารุมิ ที่มีบางสิ่งที่ทรงพลังอาศัยอยู่ในร่างกายของเธอ ซึ่งถ้าหากใครที่ยังไม่ได้อ่าน ตอนที่ 1 นั้น ฉันอยากให้ทุกคนกลับไปอ่านก่อนเพื่อที่ทุกคนจะได้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น

หลังจากที่นารุมิได้โทรมาหาฉันเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ, อาสะ และฟูมิกะ รวมไปถึงเพื่อนคนอื่นๆจากมหาลัยได้ไปเยี่ยมนารุมิที่บ้านใหม่ของเธอ และต่อไปนี้คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น

อาสะได้บอกวัตถุประสงค์ที่เธอไปเยี่ยมนารุมิให้ฉันฟังตามนี้

a) เพื่อที่เธอจะได้ทราบว่าเจ้าสิ่งนั้นมันยังคงอาศัยอยู่ในตัวของนารุมิหรือไม่ และ

b) ลูกของเธอที่พึ่งจะเกิดแล้วก็สามีของเธอจะได้รับผลกระทบอะไรหรือเปล่า เอาเป็นว่าฉันจะขอเรียกเจ้าสิ่งๆนั้นว่า “สโมกี้ (Smoky)” ละกัน เพื่อให้ง่ายแก่การเล่าเรื่องเพราะไหนๆรูปร่างของมันก็คล้ายๆกับควันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ฉันพบกับอาสะอีกครั้งหลังจากที่พวกเราได้ไปเยี่ยมนารุมิ และก็ได้ถ้าอาสะว่าทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้างแต่คำตอบที่ฉันได้รับก็ทำเอางงเหมือนกัน,

ฉันไม่น่าไปที่นั่นเลย… – –

และนี่คือทั้งหมดที่เธอบอกกับฉัน

เรื่องมันเริ่มเมื่ออาสะ และฟูมิกะไปถึงสถานีที่ใกล้ที่สุดกับบ้านของนารุมิ และตั้งแต่นาทีที่อาสะก้าวขาออกจากรถไฟ เธอก็เริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานด้านลบและบรรยากาศที่ชวนอึดอัด ความรู้สึกของเมืองทั้งเมืองมันค่อนข้างอึดอัดน่าสะอิดสะเอียนน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก แม้แต่คนที่ไม่มีเซ้นส์อย่างฟูมิกะยังพูดออกมาด้วยความรู้สึกกังวลจริงๆ

ฟูมิกะ:  “เอ่อ…. ฉันรู้สึกแปลกๆกับเมืองนี้จริงๆ อาสะเธอว่าเมืองๆนี้มันเงียบๆวังเวงเกินไปรึป่าว? นี่ขนาดเมืองนี้มีเด็กอยู่เยอะขนาดนี้แล้วนะ

จากที่ฉันรู้ ในตอนนั้นพวกเขาไปถึงเช้าก่อนเวลานัดเอามากๆ แต่ก็ไม่มีใครที่อยากจะหาไรทำฆ่าเวลาใกล้กับสถานีแห่งนั้นเลย พวกเธอรีบตรงดิ่งไปยังบ้านของนารุมิทันที

จากสถานีไปยังบ้านของนารุมินั้นใช้เวลาในการเดินไม่นานมาก แต่ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินอยู่นั้น อาสะได้สังเกตุวิญญาณจำนวนมากที่มีสภาพที่ “น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก” และไอ้สภาพที่ “น่าหวาดกลัว” นั้นอาสะหมายถึง วิญญาณที่คอยหลอกหลอนมนุษย์ซึ่งพวกเขาได้ตายลงด้วยโศกนาฏกรรมอะไรบางอย่าง นอกจากนี้ยังรวมไปถึง วิญญาณชั้นต่ำเช่นวิญญาณของสัตว์,สิ่งที่ไม่วิญญาณ เช่นเทพหรือพวกภูติที่ต่างแสดงอาการโกรธเกรี้ยว, หรือวิญญาณร้ายที่อยู่มานานนับศตวรรษ, รวมไปถึงสิ่งที่อาสะเองก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ต่างก็กระจายอยู่ทุกๆที่

ซึ่งตัวของอาสะเองก็กลัวเอามากๆ

อาสะ: “ทั่วทั้งเมืองนี้เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย ถ้าฉันอยู่คนเดียวฉันคนตัดสินใจกลับบ้านแทนที่จะตรงไปยังบ้านของนารุมิแน่นอน สภาพรอบๆมันน่ากลัวเกินไป

แต่ฉันเองไม่อยากที่จะบอกเล่าเรื่องนี้ให้กับฟูมิกะฟังซึ่งเธอเองอาจจะคิดว่าฉันบ้าก็ได้ และอีกอย่างบางอย่างที่อยู่ในกลุ่มวิญญาณพวกนั้นมันได้เล็งฉันไว้แล้วรวมไปถึงตามฉันมาด้วย ฉันเลยตัดสินใจตรงไปหานารุมิเพราะนั้นเป็นเพียงหนทางเดียวที่ฉันจะกำจัดพวกมันออกไปได้

บ้านของนารุมินั้นสร้างอยู่บนพื้นที่ที่ถูกสร้างบนพื้นที่ๆดี ที่ซึ่งเงียบสงบห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งเมื่อพวกเขาไปถึงบ้านของนารุมิ อาสะเองก็รู้สึกโล่งใจเอามากๆ เพราะเธอรู้สึกได้ว่าบริเวณนั้นไม่มีวิญญาณที่ชั่วร้ายแม้แต่ตนเดียวยกเว้นเจ้า ”สโมกี้” ที่ยังคงอยู่ในตัวนารุมิ

อาสะ: “ฉันไม่ได้เห็นรูปร่างหรือการปรากฎตัวของมันแต่ฉันสัมผัสได้ถึงพลังของมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง มันมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ทรงพลังขึ้น ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ถ้ามันคือหมอกมันก็จะมีความหนาแน่นมากขึ้น หรือถ้ามันเป็นเพียงแค่เงามันก็กลายสภาพเป็นเหมือนเงาสามมิติ การรับรู้การมีอยู่ของมันค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเหมือนกับกลิ่นหรือคลื่นบางอย่างที่ถูกปล่อยออกมา มันทำให้ตัวฉันรู้สึกเย็นยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก

อาสะ: “สามีของนารุมิและลูกของเธอนั้นพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ว่าพวกเขาเองเป็นกลุ่มคนประเภทที่ไม่มีเซ้นส์กับเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้เลยแม้แต่นิดเดียว พวกเขาเป็นพวกที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกของคนเป็นเพียงอย่างเดียว ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับนารุมิเพราะคงมีแค่คนเหล่านี้แหละที่จะสามารถใช้ชีวิตร่วมกับเธอได้

อาสะ: “ฉันไม่เห็นวิญญาณผู้พิทักษ์หรือเทวดาที่คอยปกป้องอยู่กับพวกเขาเลย ฉันคิดว่าบางที พวกเขาเองก็อาจจะไม่สามารถที่จะอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกับเจ้าสโมกี้ก็ได้…

จากนั้นฉันก็ได้ถามอาสะเพิ่มเติม

จิน: “…ฉันเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนมีเทวดาคอยปกป้องรักษาใช่ไหม งั้นมันจะปลอดภัยไหมถ้าพวกเขาไม่มีสิ่งเหล่านั้นคอยปกป้องพวกเขา? แล้วเหล่าเทวดาพวกนั้นจะกลับมาไหมเวลาที่นารุมิไม่อยู่ใกล้ๆ?

อาสะตอบว่า: “ฉันเองก็บอกไม่ได้เช่นกัน…

เอาละขอกลับเข้าเรื่องของนารุมิต่อ, เธอได้พาอาสะและฟูมิกะเดินดูรอบๆบ้านของเธอ บ้านของนารุมินั้นเป็นบ้านที่มีสภาพที่ใหม่มาก มันถูกสร้างด้วยวัสดุที่มีคุณภาพดีพร้อมทั้งมีห้องอยู่หลายห้อง

ฟูมิกะดูท่าจะชอบบ้านหลังนั้นเอามากๆ เธอพูดชมบ้านของนารุมิพร้อมทั้งถามเธอว่าเธอได้บ้านหลังนี้มาได้ยังไง ซึ่งทางนารุมิเองก็ได้สารภาพกับเราว่าบ้านหลังนั้นเธอได้มาในราคาพิเศษเพราะมันเป็นบ้านที่มี ”ปัญหา

บ้านหลังนั้นถูกเปลี่ยนเจ้าของบ่อยมากในเวลาอันสั้นซึ่งนารุมิเองคือเจ้าของบ้านคนที่10 เจ้าของบ้านคนก่อนได้ประกาศขายบ้านด้วยสาเหตุที่ว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ไม่สิต้องบอกว่านับครั้งไม่ถ้วนรวมไปถึงพยายามฆ่าตัวตายหลายต่อหลายครั้ง

และยังมีเรื่องราวอีกหลายเรื่องที่ทางนายหน้าเองไม่ยอมเปิดเผยให้เธอได้รู้ และตั้งแต่บ้านหลังนั้นได้ถูกขนานนามโดยเพื่อนบ้านของเธอว่าเป็นบ้านผีสิง มันก็ถูกปล่อยขายทอดตลาดด้วยราคาที่ถูกอย่างเหลือเชื่อ

นารุมิเล่าเรื่องของเธอปนหัวเราะให้พวกอาสะฟัง,

นารุมิ: “นี่พวกแกเชื่อไหม ขนาดนายหน้าเองยังบอกให้ฉันอย่าอยู่ในบ้านนี้เลยแถมเพื่อนบ้านเองก็เตือนเหมือนกัน พวกเขาเป็นห่วงพวกฉันมากเลยนะ พวกเขามักจะเยี่ยมที่บ้านของฉันเพื่อให้แน่ใจว่าพวกฉันปลอดภัย,

พวกเธอไม่เป็นอะไรแน่นะ? ถ้าเกิดอะไรขึ้นอย่าลังเลที่จะย้ายออกจากบ้านนะ อย่ารอให้เรื่องร้ายมันเกิดขึ้นกับพวกเธอ มีเรื่องร้ายๆมากมายเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ ระตัวกันไว้ด้วยละ!” นี่คือสิ่งที่พวกเขามักจะคอยเตือนพวกเราอยู่บ่อยๆแต่ว่าสามีของฉันไม่ได้สนใจในเรื่องพวกนั้นเลย ส่วนตัวฉันเองพวกเธอก็รู้ว่าฉันเองชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว!แล้วยิ่งถ้านี่คือบ้านผีสิงอย่างที่พวกเขาพูดจริงๆละก็ฉันเองก็อยากจะเห็นเหมือนกัน

นารุมิ: “แต่ท้ายที่สุดแล้ว, เรื่องพวกนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือก็เท่านั้นเอง เพราะพวกฉันเองก็อยู่มาได้ครึ่งปีแล้วก็ยังไม่เป็นจะเจออะไรเลย คือถ้ามันมีอะไรแย่ๆเกิดขึ้นจริงๆมันควรจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนข้างนอกต่างหาก

มีเรื่องร้ายและอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่บ่อยมากในละแวกนี้ อย่างวันก่อนก็มีเด็กคนหนึ่งโดนรถไฟชน!! เหลือเชื่อเลยใช่ไหมละ? อันที่จริงอุบัติเหตุมันแทบจะเกิดขึ้นเป็นรายวันเลยด้วยซ้ำ ผู้คนส่วนมากมักจะประมาทกัน เพราะงั้นมันถึงได้เกิดเรื่องพวกนี้กันขึ้นไงมันไม่สำคัญว่าเธอจะอยู่ในบ้านผีสิงหรือไม่ พวกเธอเองก็ระวังตัวกันไว้ด้วยละอย่าประมาทเป็นอันขาด!

ฉันคิดนะ…ไอ้เรื่องแย่ๆหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ มันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ซึ่งเรื่องพวกนี้มันก็อาจจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ไม่ใช่เพราะงั้นจะมาบอกว่าบ้านหลังนี้มันมีผีสิงมันก็ไม่ถูก

ฟูมิกะเห็นด้วยกับนารุมิ เธอบอกว่า “เออมันก็จริงของเธอนะ

แต่อาสะกลับต้องฝืนยิ้มและเออออไปกับบทสนทนาพวกนั้น สำหรับอาสะ,เธอรู้ดีว่าบ้านหลังนั้นนะมันมีผีสิงแน่นอน

จากที่อาสะเคยพูดให้ฟัง, พื้นที่บางแห่งนั้นจะมีความเฮี้ยน และเป็นที่สิงสู่ของวิญญาณร้ายมากมายด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยด้วยพลังงานด้านลบ เช่นเดียวกันกับพื้นที่บางแห่งที่เต็มไปด้วยพลังงานและสภาพแวดล้อมที่ดี ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอาจจะหมายถึงการเคลื่อนไหวของพลังงานในพื้นที่นั้น, ทิศทางและเส้นทางที่พลังงานพวกนั้นผ่าน, ระยะห่างของแหล่งน้ำหรือพื้นที่ๆเกี่ยวข้องกับวิญญาณ, และยังมีอีกหลายๆปัจจัยที่ไม่ได้ถูกพูดถึง

ผู้คนสร้างพื้นที่ขึ้นมา เช่น บ้าน และล้อมรอบมันด้วยกำแพงและประตู ซึ่งมันดูเหมือนกับเป็นการกักพลังงานด้านลบเอาไว้ข้างในบ้าน และตัวบ้านก็จะทำการสะสมพลังงานด้านลบไว้ในนั้น จนพอมันผ่านไปซักพักมันก็กลายเป็นเหมือนกับแม่เหล็กที่คอยดึงดูดสิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในบ้าน จนผู้คนได้เริ่มสังเกตุหรือรู้สึกตัวว่าบ้านนั้นมันมีผีสิง แต่ถ้ามองอีกด้านบ้านที่มีผีสิงจะคอยดึงดูดพลังงานด้านลบจากบริเวณภายนอก และช่วยทำให้พลังงานภายนอกนั้นสะอาดเต็มไปด้วยพลังงานด้านบวก

ในเคสของนารุมินั้น, แน่นอนว่าบ้านของนั้นเป็นแหล่งดึงดูดพลังงานด้านลบ และคอยดึงดูดวิญญาณที่ชั่วร้ายไว้ที่บริเวณนั้น แต่ว่าเจ้าสโมกี้นั้นมันเหมือนกับเป็นที่สิ่งที่ตรงข้ามกันกับบ้านหลังนั้น ในมุมมองของอาสะนั้น

อาสะ: “สำหรับพวกวิญญาณร้ายที่เคยอยู่ในบ้านหลังนั้น, พอนารุมิย้ายเข้าไปอยู่ในหลังนั้นมันก็เหมือนกับเป็นการใช้Bug Bomb(หรือยาฆ่าแมลง)ในห้องที่เต็มไปด้วยแมลงจำนวนมาก ลองนึกภาพตามนะ, หลังจากที่เธอรวมรวมแมลงพวกนั้นแล้วเก็บมันไว้ในบ้านหลังหนึ่งแล้วจู่ๆก็มีคนเอาเจ้ายาฆ่าแมลงนั่นมาโยนใส่ลงในบ้านจะเกิดอะไรขึ้น ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ สุดท้ายก็มีแต่เจ้าสโมกี้ที่เหลืออยู่ในบ้านแต่ว่าวิญญาณร้ายทั้งหลายที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้ต่างก็ได้แตกฮือกระจายออกไปยังพื้นที่ภายนอก และนั่นแหละคือสาเหตุที่ว่าทำไมเมืองนี้ถึงเป็นไปด้วยพลังงานด้านลบอันมหาศาล

อาสะยังพูดเสริมต่ออีก

อาสะ:  “ฉันชอบนารุมิในฐานะเพื่อนนะ แต่ฉันไม่อยากที่จะย่างกรายเข้าไปที่บ้านของเธอหรือว่าเมืองที่เธออยู่อีกครั้งเป็นอันขาด… แถมดูเหมือนว่ามันคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าเหล่าพลังงานและวิญญาณชั่วร้ายพวกนั้นจะหายไปและสมดุลจะกลับเข้ามาแทนที่อีกครั้ง..

อาสะ: “ลูกและสามีของนารุมิจะไม่เป็นอะไรแน่ๆตราบใดที่พวกเขาอยู่กับนารุมิ, ฉันสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของเจ้าสโมกี้จากพวกเขาได้เช่นกัน เหมือนกับเป็นคราบของมันหรือจะบอกว่าเป็นมาร์คกิ้งจากตัวของเจ้าสโมกี้เอง

เพราะงั้น วิญญาณทั้งหลายจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้พวกเขา และมันจะช่วยให้พวกเขาไม่โดนผลกระทบจากเหล่าวิญญาณร้ายทั้งหลายที่จ้องจะทำร้ายพวกเขา ซึ่งฉันกล้ายืนยันขนาดนี้ก็เพราะระหว่างทางที่เขาเดินมาส่งพวกฉันที่สถานีนั้น ฉันสังเกตุเห็นเหล่าวิญญาณพวกนั้นพยายามอยู่ห่างๆจากเขา

อาสะ: “แต่ว่าฉันเองก็เป็นห่วงผู้คนในเมืองนั้นนะสิเพราะอันตรายมันจะเกิดกับพวกเขาแทน..

และนี่คือคำบอกเล่าทั้งหมดจากอาสะ ฉันเดาว่าเรื่องราวเหล่านี้อาจจะที่ให้พวกคุณรู้สึกไม่ดีอยู่ลึกๆ ฉันเข้าใจนะว่ามันไม่แฟร์เลยที่คนในเมืองนั้นต้องมารับเคราะห์ ฉันถามอาสะว่าพอจะมีวิธีไหนที่จะช่วยให้ผู้คนในเมืองนั้นอยู่อย่างปลอดภัย,

อาสะ: “ฉันอาจจะมองเห็นวิญญาณได้แต่ว่า ตัวฉันเองไม่ใช่หมอผีหรือผู้มีวิชาอะไรพวกนั้น ฉันไม่มีความสามารถที่จะไปสู้อะไรกับวิญญาณพวกนั้นได้เหมือนกับในหนังหรอกนะ และฉันก็จะไม่มีวันเข้าไปยุ่งเป็นอันขาด 

สำหรับฉัน ตั้งแต่ฉันเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่สามารถมองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติพวกนี้ได้นั้น… มันไม่ใช่ว่าฉันจะต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายแล้วช่วยเหลือผู้คนอย่างที่ใครๆคิดนะ…แต่มันเกี่ยวกับการที่ลิมิตของตัวเอง และรู้ว่าฉันไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งและควรจะอยู่ให้ห่างๆเข้าไว้

เมื่อฉันเห็นบางสิ่งที่มันเกินกว่าที่ฉันจะรับมือได้ ฉันจะอยู่ให้ห่างๆทันทีไม่งั้นฉันคงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้หรอก

ฉันเข้าใจในสิ่งที่เธอพยายามกำลังจะบอก สิ่งเธอพูดมันมีเหตุผลเอามากๆหลังจากที่ฉันได้ประสบกับตัวเองมาก สิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับเจ้าเทพตกสวรรค์ตนนั้น มันคอยย้ำเตือนฉันว่า ฉันไม่ควรที่จะไปคาดหวังว่าฉันจะโชคดีมีชีวิตรอดปลอดภัยทุกครั้งที่ฉันเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ

ฉันได้ถามอาสะเพิ่มเติม,

จิน: “งั้นตั้งแต่เธอรู้ว่าเธอสามารถมองเห็นวิญญาณได้ เธอก็ใช้มันปกป้องตัวเธอเองจากวิญญาณเหล่านั้นมาตลอดเลยงั้นสิ? งั้นเธอไม่รู้สึกอิจฉานารุมิบ้างเหรอที่เธอสามารถป้องกันอันตรายพวกนั้นโดยการที่มีเจ้าสโมกี้อยู่กับตัวตลอดเวลา?โดยที่แม้แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันมีตัวตนอยู่?

อาสะส่ายหัวด้วยความมั่นใจ

อาสะ: “ไม่อะ ฉันขอตายดีกว่าใช้ชีวิตอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ที่อาศัยอยู่ในร่างกายของฉันโดยที่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยต่อให้มันจะคอยช่วยฉันให้พ้นจากอันตรายก็ตามที…. เพราะงั้นฉันจะไม่มีทางที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นแน่นอน ไม่มีวันเด็ดขาด

ฉันถามเธอเกี่ยวกับเจ้าสโมกี้ว่ามันมีอะไรแตกต่างจากวิญญาณตนอื่น

อาสะตอบสั้นๆว่า,

มันไม่มีความรู้สึกนึกคิดนะสิ

“วิญญาณโดยปกตินั้น มันจะเหมือนกับกลุ่มก้อนอารมณ์หรือความรู้สึกนะ คือไม่ว่าจะเป็นวิญญาณของมนุษย์หรือสัตว์พวกเขาจะแสดงออกทาง อารมณ์ หรือว่าสี ถ้าเกิดเธอมองเห็นมันนะ พวกมันสามารถมีอยู่หรือปรากฎตัวได้เพราะว่าความรู้สึกนะ นึกออกไหม? เช่น “ฉันอยากมีชีวตอยู่” “ฉันทรมาน” “ฉันเคียดแค้น”เป็นต้น และจากความรู้สึกพวกนั้นมันทำให้พวกเขาสามารถที่จะรวบรวมจิตวิญญาณของพวกมันก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างได้หลังจากที่ได้ตายไป และทำให้พวกมันสามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้เช่นหลอกคน, ปกป้องคน, หรือเข้าสิงคนเป็นต้น”

“แต่เจ้าสโมกี้นั้นมันแตกต่างไปจากวิญญาณพวกนั้นอย่างสิ้นเชิง การมีอยู่ของมันไม่ได้เกิดขึ้นมาจากสิ่งเหล่านั้น ฉันสามารถรับรู้ได้ถึงจุดประสงค์ในการมีอยู่ของมันและการที่มันทำสิ่งที่มันต้องการตามใจของมัน แต่มันไม่ได้เคลื่อนไหวหรือทำอะไรไปตามความรู้สึก, อารมณ์, หรือพื้นฐานของ”การมีอยู่” ของมันเหมือนวิญญาณตัวอื่นๆเลย มันไร้ซึ่งสิ่งพวกนั้นอย่างสิ้นเชิง เวลาที่มันออกมาจากตัวของนารุมิ, หรือตอนที่มันออกมาต่อสู้ตรงบ่อน้ำในวันนั้น มัน “ว่างเปล่า”  ในโลกของวิญญาณนั้น นี่เป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติมากๆ เจ้าสิ่งๆนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในโลกที่พวกเรารู้จัก….”

.

.

.

จบตอนที่ 2

What do you think?

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading…

0
the-haunted-bar-sukuumono-ปรสิต-ch1

ปรสิต (Sukuu Mono) ตอนที่ 1

the-haunted-bar-sukuumono-ปรสิต-ch-3

ปรสิต (Sukuu Mono) ตอนที่ 3