in

จดหมาย ปริศนา ตอนจบ

A Letter

the-haunted-bar-one-letter-จดหมาย-2
illustrated by The Haunted Bar

ผมได้รับ จดหมาย ปริศนาฉบับหนึ่งจากบุคคลลึกลับท่านหนึ่ง ซึ่งเมื่อผมได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเขามันกลับกลายเป็นเรื่องสยองที่ผมไม่มีวันลืมเลย…

กลับมาต่อกับ จดหมาย ปริศนา ตอนที่ 2

เมื่อผมได้พบกับเธอผมรู้สึกแปลกใจมากๆ เธอดูเป็นผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากภาพที่ผมคิดเอาไว้ตอนที่ผมได้พูดคุยกับเธอผ่านทางโทรศัพท์ ถ้าให้ผมเดาอายุของเธอคาดว่าเธอน่าจะอายุราวๆประมาณ 40 ปลายๆ หลังจากที่ผมได้ทักทายพูดคุยกับเธอเป็นที่เรียบร้อยเธอก็ได้พาผมไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อพูดคุยกันต่อ

ทันทีที่พวกเราได้นั่งลงบนโซฟาเพื่อพูดคุย ผมรีบเอาจดหมายที่ผมได้รับยื่นให้เธอตรวจสอบว่าใช่ลายมือของลูกชายของเขาจริงๆหรือไม่ เธอยืนยันว่าลายมือของคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้คือลูกชายของเธอแน่ๆ แต่ว่าคนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาหาผมนั้นเธอมั่นใจว่าไม่ใช่ลูกชายของเธอแน่นอน

จากคำบอกเล่าของเธอลูกชายของเธอนั้นเป็นคนที่ค่อยข้างเงียบ และไม่ค่อยชอบเข้าสังคม แต่โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นคนที่อ่อนโยนและไม่ชอบความรุนแรงเป็นอย่างมาก เธอบอกว่าลูกชายของเธอนั้นเริ่มที่จะขังตัวเองอยู่ในห้องหลังจากช่วงที่เขาเรียนจบช่วงมัธยมปลาย ในช่วงนั้นตัวของเขาเองก็คบกับแฟนสาวอยู่คนหนึ่งแต่ว่า แม้แต่แฟนของเขาเองก็ไม่สามารถพบเขาหรือแม้แต่เข้าไปในห้องของเขาได้เลย… จากข้อมูลที่ได้ฟังมาลูกชายของเธอก็น่าจะมีอายุ 20ปลายๆแล้วในตอนนี้ซึ่งมันตรงกับอายุของอดีตผู้ต้องหาที่เป็นข่าว แต่ผมเองไม่กล้าที่จะบอกเรื่องนี้ให้เธอได้รู้เนื่องจากผมเองกังวลเรื่องความรู้สึกของเธอ

แต่ทันใดนั้นเองจู่ๆเธอก็เริ่มตีโพยตีพายถามคำถามกับผมด้วยแววตาที่เปิดกว้างราวกับว่าเธอกำลังสงสัยในการกระทำของผม

เธอทำงานเกี่ยวกับด้านบันเทิงใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นเธอเองก็มีโอกาสที่จะได้รู้ถึงข่าวคราวของลูกชายของฉันสินะ? ได้โปรดช่วยให้ฉันได้พบกับลูกชายของฉันอีกครั้งได้ไหม? ฉันต้องการที่จะได้พบกับเขาอีกซักครั้งเพื่อที่จะได้ขอโทษเขา เธอพอจะช่วยฉันได้ไหม?

…ผมพูดอะไรไม่ออก

ผมเองก็ไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตามหาคนหรือนักสืบ แถมงานที่ผมทำมันก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ผมจะมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงข้อมูลลับหรือข้อมูลสำคัญๆเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายผมเองก็ได้แค่พูดกับเธอว่าผมเองก็เป็นแค่พนักงานธรรมดาไม่ได้มีสิทธิพิเศษหรือช่วยอะไรเธอได้ แต่ถ้าหากว่าผมทราบความเคลื่อนไหวหรือข่าวคราวเกี่ยวกับลูกชายของเธอผมจะรีบแจ้งให้เธอทราบ แต่ก่อนที่ผมจะกลับผมกลับนึกอะไรขึ้นได้บางอย่างและได้ตัดสินใจถามเธอ

เอ่อ ผมขอขึ้นไปดูห้องของลูกชายของคุณแม่ได้หรือเปล่าครับ?…

ผมคิดย้อนกลับไปในตอนนั้น ผมว่าผมบ้าเอามากๆที่จู่ๆผมตัดสินใจที่จะขอไปดูห้องของลูกชายของเขาโดยที่ในตอนนั้นผมเองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าผมจะขอดูไปทำไม ในตอนนั้นผมคิดแค่ว่าเผื่อจะเจอเบาะแสบางอย่าง ซึ่งตัวผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรต่อไปถ้าเกิดผมเจอเบาะแสหรืออะไรก็ตามที่มันจะได้ช่วยไขข้อข้องใจให้กับผมได้ ซึ่งแม่ของเขาเองก็แสดงท่าทีที่ลังเล แต่สุดท้ายเธอก็ยอมให้ผมได้เข้าไปดูห้องของลูกชายของเขา

เอ่อ…ก็ได้จ้ะ…เธอจะเข้าไปดูห้องของเขาก็ได้นะ…แต่ถ้าเธอเจอลูกชายของฉันอย่าบอกให้เขารู้นะว่าฉันยอมให้เธอเข้าไปยังห้องของเขา

จากนั้นเธอก็นำผมขึ้นไปยังชั้นสองของตัวบ้าน บนชั้นสองนั้นจะมีห้องอยู่สามห้อง ประตูทุกบานถูกปิดสนิท แถวบริเวณโถงทางเดินก็ค่อนข้าวมืดพอสมควร แม่ของเขาได้เดินนำผมไปยังห้องที่อยู่ลึกสุดปลายทางของโถงทางเดินซึ่งเป็นห้องของลูกชายของเขา ผมได้เปิดประตูเข้าไปดูมนห้องของเขา ภายในห้องนั้นมีแค่ตู้เสื้อผ้าเก่าๆที่ทำจากไม้ และตู้เก็บของที่ถูกสร้างแบบ built-in แค่นั้น ซึ่งมันต่างจากภาพห้องของเด็ก “ฮิกิโกโมริ (Hikikomori)” ในหัวของผมที่มันควรจะเต็มไปด้วยของสร้างความบันเทิงเช่นพวกทีวี,เครื่องเล่นเกมส์,คอมพิวเตอร์อะไรทำนองนี้ แต่ภาพที่ผมเห็นต่อหน้ามันทำให้ผมนั้นถึงกับอึ้งจนไม่รู้จะพูดยังไงดี

นี่ห้องของ XXXจริงๆหรือครับ?” ผมถามด้วยความสงสัยเป็นการส่วนตัว

เอ่อ…ใช่แล้วจ้ะนี่แหละห้องของเขา…” เธอตอบด้วยเสียงกระอ้อมกระแอ้ม และท่าทีที่ค่อนข้างอายที่จะต้องโชว์ห้องที่เก่าและดูสกปรกให้กับคนแปลกหน้าอย่างผมได้เห็น

เธอได้ชี้ให้ผมมองไปยังตู้เก็บของที่ถูกฝังอยู่ในกำแพง ไม่รู้ทำไมตัวของผมจู่ๆก็รู้สึกตัวสั่นขึ้นมาในทันทีและทันทีที่เธอเปิดประตูบ้านนั้นออกมาผมนั้นเกือบเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจ คือภาพที่ผมเห็นมันคือยันต์จำนวนมากถูกแปะไว้บนกำแพงภายในตู้เก็บของเต็มไปหมดและผมเองก็บอกไม่ได้ว่ามันเป็นยันต์ของลัทธิไหนหรือศาสนาอะไร แต่บอกได้อย่างเดียวคือจากสภาพที่ผมเห็นในตอนนั้นมันทำให้ผมถึงกับอ้าปากค้างพร้อมกับความรู้สึกกลัวลึกๆ ผมยังจำภาพของตัวผมเองในตอนนั้นที่ทำได้แค่ยืนอึ้งไม่พูดอะไรอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

แต่ว่านี่ไม่ใช่ที่ๆพื้นที่ๆเขาชอบอาศัยอยู่ แม่ของเขาได้ชี้ไปยังเพดานที่อยู่ภายในตู้เก็บของ

 …..ผ่านหลังเพดานไปนั่นแหละคือห้องโปรดของเขา

เธอหยิบไฟฉายออกมาและส่องไปยังเพดานด้านในของตู้เก็บของจากนั้นเธอก็ค่อยๆขยับแผ่นฝ้าเพดานแผ่นนึงออกมา ผมสังเกตุเห็นกระดาษยันต์ที่ติดอยู่บนแผ่นฝ้าเพดานนั้นมีร่องรอยการถูกฉีกออกผมเลยเดาว่านั่นอาจจะเป็น “ประตูทางเข้า” เพื่อที่จะขึ้นไปยังห้องใต้หลังคา

เอาละทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเชิญเข้าไปดูได้เลยคะ…” แม่ของเขาเชื้อเชิญให้ผมลองเข้าไปดูห้องใต้เพดานนั่น ซึ่งผมคิดว่าสถานการณ์มันเริ่มจะไม่เข้าท่าซะแล้วละ ผมในตอนนั้นอยากจะหนีกลับบ้านเอามากๆแต่ในสถานการณ์ในตอนนั้นร่างกายกับสติสัมปชัญญะของผมมันไม่ไปในทางเดียวกัน มาย้อนนึกดูแล้วผมว่าตัวผมเองนั้นขาดสติเอามากๆที่จู่ๆก็ไปขอให้เธอพาไปดูห้องของลูกชายเธอ แถมกลับกลายเป็นตัวผมเองที่ถูกแรงกดดันให้ต้องเข้าไปตรวจสอบเจ้าห้องใต้เพดานนั่น…

ผมได้มุดหัวเข้าไปดูยังห้องใต้เพดานนั่น ภายในห้องนั้นค่อนข้างมืดอยู่พอสมควรแต่โชคดีที่ในห้องนั้นจะมีหน้าต่างบานเล็กๆอยู่หนึ่งบานทำให้พอจะมีแสงลอดผ่านเข้ามาได้บ้าง ซึ่งมันช่วยให้ผมมองเห็นบรรยากาศและสิ่งต่างๆภายในห้องได้ถึงแม้จะไม่ชัดซักเท่าไหร่

ในระหว่างที่ผมกำลังมองไปรอบห้องนั้นเอง จู่ๆผมก็รู้สึกเหมือนกับมีอะไรบางอย่างเคลื่อนที่อยู่ข้างหลังผมพร้อมกับจ้องมองผมอยู่ ผมรีบหันกลับไปมองแต่ก็ไม่พบอะไร เอาจริงๆผมเองก็ไม่ใช่คนที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องผีสางหรือเรื่องเหนือธรรมชาติมาก่อน หรือพูดง่ายๆเลยคือผมนั้นไม่มีเซ้นส์ทางด้านนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

ซึ่งผมก็ได้แต่พยายามบอกกับตัวเองว่ามันไม่มีอะไรหรอกผมแค่คิดมากไปเอง แถมผมเองก็ไม่ได้อยู่คนเดียวผมยังมีแค่ของชายปริศนาคนนั้นอยู่เป็นเพื่อนด้วย แต่ว่าร่างกายของผมมันกลับสั่นไม่หยุดราวกับว่าร่างกายของผมมันสามารถรับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

มาคิดๆดู…ในตอนนั้นผมเองก็จำไม่ได้ว่าผมนั้นเอาตัวเองเข้าไปยังห้องใต้เพดานนั่นได้ยังไง แต่ในตอนนั้นผมจำได้ว่ามันมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้ผมอยากลากตัวเองเข้าไปยังห้องนั้น ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงๆสุดท้ายแล้วผมก็ได้เข้าไปอยู่ใน “ห้องของเขา” จริงๆ

ผมพยายามมองไปรอบๆห้องเพื่อหาเบาะแสและดูว่ามีอะไรอยู่ภายในห้องนั้นบ้าง แต่ว่าภายในห้องนั้นกลับว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยนอกจากของบางอย่าง และรอยขีดข่วนกระจายอยู่เต็มพื้นห้องไปหมดราวกับว่ามีคนถูกลากไปรอบๆห้องแต่บุคคลผู้นั้นพยายามขัดขืนและได้พยายามเอาเล็บจิกเอาไว้ไม่ให้ถูกลากไปมารอบๆห้อง

และเท่าที่ผมจำได้ของที่อยู่ในห้องนั้นจะมีหนังสือเรียนซึ่งน่าจะเป็นของชั้นประถม, ตุ๊กตาหมี, หนังสือการ์ตูนวางอยู่ 2-3 เล่ม, และตุ๊กตาที่ค่อนข้างจะออกไปทางสไตล์ตะวันตก ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกผิดหวังเพราะผมไม่สามารถหาเบาะแสที่มีลายมือของเขาเขียนอยู่ได้เลย

ทันใดนั้นจู่ๆผมก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมากระทันหันและก็เริ่มเกิดอาการเวียนหัวขึ้นมา ในตอนนั้นผมพยายามประคับประคองสติของผม แต่ทว่าร่างกายของผมมันกลับสั่นด้วยความหวาดกลัว  ลึกในใจของผมนั้นรู้ได้ในทันทีว่ามันมีบางสิ่งที่เกินความสามารถที่คนอย่างเราๆจะเข้าใจ สัญชาตญาณของผมมันบอกให้ผมรีบเอาตัวเองออกไปจากจุดๆนี้ให้เร็วที่สุด

และในสถานการณ์ในตอนนั้นจู่ๆภาพ แม่ของชายปริศนาคนนี้เกิดอาการคลุ้มคลั่งแล้วจะเข้ามาฆ่าผมก็ผุดขึ้นมาในหัว ใช่แล้ว…มันต้องใช่แน่ๆสาเหตุที่ลูกชายของเขาหายไปอย่างเป็นปริศนานั้นมันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับแม่ของเขาเองแน่ๆ…

ผมพยายามรวบรวมสติแล้วค่อยๆเอาตัวเองลงมาจากเพดาน พร้อมกับพยายามที่จะปิดฝ้าเพดานให้เรียบร้อยแต่ด้วยความที่ตัวผมเองค่อนข้างกลัวและระแวงแม่ของเขา มันเลยทำให้ผมเผลอทำฝ้าเพดานหลุดมือแต่โชคดีที่ผมรับไว้ได้ทันซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมบอกเลยว่าผมพลาดมากๆ เพราะสิ่งที่ผมได้เจอมันคือ ร่องรอยแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นบนพื้นห้องใต้เพดานที่อีกด้านของแผ่นฝ้าเพดานนั่น

บอกตามตรงเลยว่าผมเองเกือบจะอ้วกออกมาเพราะความกดดันและความกลัวที่ผมมี แต่ผมเองก็พยายามควบคุมตัวเองและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายผมก็ได้พูดขอบคุณแม่ของชายปริศนาผู้นั้น…

ขอบคุณเธอมากๆนะที่มาในวันนี้

เธอกล่าวคำขอบคุณก่อนที่ผมจะลากลับบ้าน ผมรู้ว่าผมเองก็ควรจะพูดอะไรกับเธอสักอย่าง อย่างเช่น ถ้าเกิดผมเองรู้ข่าวคราวการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับลูกชายของเธอผมจะรีบติดต่อมาทันทีเหมือนพูดเพื่อเป็นมารยาท แต่ในวันนั้น ในช่วงขณะนั้น ผมเองพูดอะไรไม่ออกจริงๆ…

ในระหว่างทางกลับบ้านนั้น ผมเองกลับนึกขึ้นได้ถึงสิ่งผิดปกติภายในบ้านหลังนั้น ในชั้นแรกของบ้านนั้นประตูห้องทุกบานจะถูกปิดเอาไว้หมดยกเว้นแค่เพียงประตูห้องนั่งเล่นเท่านั้น แถมห้องนั่งเล่นนั่นยังถูกออกแบบในลักษณะที่แปลกมากๆ..เอ่อ ผมจะอธิบายยังไงดีละ มันเหมือนกับว่ามันถูกทุบกำแพงออกไปเพื่อขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้นโดยที่อีกครึ่งหนึ่งของห้องนั่งเล่นนั้นจะมีผ้าม่านกั้นไว้ซึ่งมันทำให้ผมเองไม่สามารถมองเห็นอีกครึ่งนึงของห้องนั่งเล่นได้

เมื่อผมกลับถึงบ้านของผม ในคืนนั้นผมตัดสินใจที่จะดื่มเหล้าเพื่อให้ตัวเองพยายามไม่คิดถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดมันยังคงไม่ได้ถูกเปิดเผยหรือได้รู้ความจริงๆใดๆทั้งสิ้น และผมเองก็เชื่อว่าคำตอบทั้งหมดมันอยู่ในบ้านหลังนั้นนั่นแหละเพียงแต่ว่าผมเองนั้นบอกตามตรงว่าผมนั้นไม่อยากที่จะกลับไปยังบ้านหลังนั้นอีกแล้ว และเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว แต่ว่าผมเองนั้นก็ยังรู้สึกกลัวอยู่จนถึงทุกวันนี้

และในช่วงเดือนมกราคมนั้นผมเองได้รับจดหมายจากแม่ของเขา มันไม่ใช่จดหมายกล่าวทักทายในวันปีใหม่พวกนั้น แต่มันคือข้อความที่ถูกเขียนขึ้นมาแบบเรียบง่าย ซึ่งมันถูกเกริ่นด้วยคำเชื้อเชิญให้ผมกลับไปเยี่ยมเธอที่บ้านหลังนั้นอีก นอกจากนั้นเธอยังได้เขียนเล่าเรื่องราวเล็กๆน้อยเกี่ยวกับลูกชายของเธอในช่วงที่เข้าอยู่มัธยมต้น เรื่องที่เขาถูกข่มเหงรังแกในโรงเรียน รวมไปถึงเรื่องที่เขาเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากที่เขาได้พูดคุยกับญาติๆ ในช่วงวันหยุดปีใหม่ ซึ่งเธอเองก็ได้ขอบคุณพวกเขาที่ทำให้ลูกชายของเธอได้เรียนจบและได้เข้าเรียนต่อในมัธยมปลาย ซึ่งเธอเองก็ได้บอกว่านี่เป็นความทรงจำที่ดีแถมมันยังทำให้เธอชอบเดือนมกราคมเป็นพิเศษ

ผมรีบเขียนจบหมายตอบกลับเธอด้วยประโยคที่ว่า ตัวผมเองมีเหตุที่ต้องย้ายไปทำงานที่เมืองและผมเองก็ไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้อีกต่อไปแล้วต่อจากนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องโกหกที่ผมเองเขียนขึ้นมาเพื่อที่พยายามไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเธอและบ้านหลังนั้นอีกเป็นอันขาด เพราะบอกตามตรงครับว่าผมกลัว

ผมเองรู้สึกผมเองได้ทำพลาดมากๆที่เผลอมอบนามบัตรให้กับเธอไปในวันนั้นที่ผมไปเยี่ยมเธอ ซึ่งมันก็กลายมาเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกหวาดระแวงอยู่ทุกวันนี้ว่าเธอจะตามมาหาผมหรือเปล่าเวลาผมออกไปข้างนอก…

สุดท้ายนี้ผมเองก็อยากจะบอกว่าผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับอยากเตือนทุกคนที่ต้องออกไปทำงานติดต่อผู้คนแบบผมให้ระวังตัวไว้หน่อยเวลาไปติดต่อใคร  เพราะเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าภายในบ้านของลูกค้า หรือคนที่คุณไปติดต่ออาจจะมีเรื่องราวดำมืดซ่อนอยู่ก็ได้…

.

.

.

จบบริบูรณ์

What do you think?

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading…

0
the-haunted-bar-one-letter-จดหมาย-1

จดหมาย ปริศนา ตอนที่ 1