in ,

ครอบครัวที่ อายุสั้น

The short lived families

thb-paper-1502033_1920_resize

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับปู่ทวดของผม ซึ่งปู่ของผมได้เล่าให้ผมฟังเมื่อตอนที่ผมเองนั้นยังเป็นเด็ก

ปู่ทวดของผม, ผมขอเรียกสั้นๆว่า G นะครับ เขาทำงานรับราชการในสำนักงานเขตแถวๆชานเมืองทางตะวันตกของญี่ปุ่น ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดการเกี่ยวกับสํามะโนประชากร

ด้วยงานที่เขาทำนั้น, ทำให้เขาสามารถที่จะเห็นข้อมูลของผู้อยู่อาศัยทั้งหมดในเมืองแห่งนั้น

ย้อมกลับไปเมื่อครั้งอดีต, ระบบยศฐาบรรณาศักดิ์ได้ถูกทางการแจ้งยกเลิกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ทว่า พวกเราเองก็ยังคงที่จะทราบได้ว่า บุคคลผู้นั้นเป็นใครและมาจากไหน

ยกตัวอย่างเช่น, ชื่อตระกูล(นามสกุล)ของครอบครัวบางครอบครัวที่สามารถบอกได้คนๆนั้มาจากชนชั้นซามูไร ซึ่งจะถูกพบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง หรือแม้แต่กระทั่งนามสกุลที่ค่อนข้างจะพิเศษที่แยกพวกเขาออกจากผู้คนธรรมดา รวมไปถึงเหล่าผู้คนธรรมดาที่มีนามสกุลที่สามารถบอกได้ว่าตระกูลของพวกเขานั้นทำอะไรมา เช่น เป็นตระกูลชาวนา, นายทุน, โรงงานย้อมผ้า, และอื่นๆ เป็นต้น

และแน่นอนว่าจะต้องมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ถูกยกเว้นไว้

แต่ว่าโดยรวมแล้ว, ความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องของชนชั้น และชื่อในตอนนั้นค่อนข้างจะชัดเจนมากกว่าปัจจุบันนี้แน่นอน

คุณอาจจะเคยได้ยินมาบ้างเรื่องของการเหยียดชนชั้นของผู้คนในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซึ่งพวกเขาถูกเรียกว่า “บุระคุ

แต่ ณ ปัจจุบัน หลังจะที่ระบบชั้นวรรณะนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว เหล่าผู้ครเหล่านั้นก็ถูกเปลี่ยนสภาพฐานะของพวกเขาให้เป็นคนธรรมดาเหมือนผู้คนอื่นๆทั่วๆไป แต่ทว่ามันก็ยังเกิดปัญหาเรื่องการเหยีดยดชนชั้นอยู่บ้าง

ชาวบุระคุบางคนนั้นได้รับอนุญาตให้มีชื่อเหมือนคนทั่วๆไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ซาโต้ หรือทานากะ เพื่อที่จะช่วยในการปกปิดหรือป้องกันการถูกเหยียดชนชั้นทางสังคม ที่เป็นปัญหาอยู่ ณ ขณะนั้น

แต่คนอื่นๆที่เหลือนั้นก็ยังคงได้รับชื่อ ที่ต่อให้พวกเขามีชื่อพวกนั้นคนอื่นๆทั่วๆไปก็ยังสามารถรู้ได้ทันทีว่าว่าพวกเขาเป้นใครมาจากไหน

ในเมืองที่ G ทำงานอยู่นั้น, ตั้งแต่ทางการฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นได้อนุญาตให้ชาวบุระคุสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนสามัญชนทั่วๆไป เขาต้องรับมือกับเรื่องของการขึ้นทะเบียนที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมันก็ทำให้เขารู้ได้ว่ามีใครบ้างที่เป็นชาวบุระคุ

วันหนึ่ง, G สังเกตุเห็นว่ามีครอบครัวหนึ่งมีชื่อตระกูลที่ค่อนข้างแปลกและหายากอยู่ในรายชื่อของทะเบียนราษฎ์ ซึ่งตัวของเขาเองก็บอกไม่ได้ว่าครอบครัวนี้มีพื้นเพมาจาก ซามูไร,พ่อค้า หรือแม้กระทั่งชาวนา แต่มันกลับเหมือนกับว่าเป็นชื่อตระกูลของพระ หรือพวกร่างทรงซะมากกว่า

หากคุณเข้าเรียนวิชามานุษยวิทยามาก่อน, คุณอาจเคยได้ยินว่า ตั้งแต่สมัยเอโดะคน บุระคุ มักจะทำงานเป็นหมอผี หรือพระ คนเหล่านี้จะเดินทางรอบเมืองต่าง ๆ และฝึกพิธีกรรมหมอผีกับชาวบ้าน เนื่องจากชาวบุระคุ นั้นไม่มิสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของหรือครอบครองดินแดนใดๆเป็นของตัวเอง ดังนั้นทางการจึงกำหนดบทบาทหน้าที่ให้กับ เพื่อความสะดวกในการจัดการ ซึ่ง G พบว่าชื่อที่เขาสังเกตุเห็นนั้นฟังดูเหมือนชื่อที่เป็นของคนประเภทนี้

และแน่นอนว่าพวกเขาก็ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่า G เองสังเกตุเห็นถึงความผิดปกติของคนในตระกูลนี้

อย่างแรกที่เขาสังเกตุก็คือที่อยู่ของพวกเขา ดูเหมือนว่าผู้คนที่มีนามสกุลเดียวกันนี้ต่างก็เกี่ยวข้องกัน แต่ทว่าแต่ละครอบครัวนั้นต่างก็อาศัยอยู่ห่างจากกัน ประมาณว่าพวกเขาอยู่กันกระจัดกระจาย แต่ว่าไม่มีใครที่อยู่ใกล้กันเลย

ซึ่งจากที่เข้าใจก็คือพวกเขาคงเป็นญาติกันๆ แต่ว่ามันกลับแปลกตรงที่ว่า สถานที่ๆพวกเขาอาศัยอยู่นั้นมันเหมือนกับว่าพวกเขาจงใจเลือกที่จะอาศัยอยู่แบบนั้น

โดยที่บ้านของพวกเขานั้นมักจะตั้งอยู่บริเวณขอบเขตของตัวเมือง หรือบริเวณจุดสิ้นสุดบนถนนสายหลักของเขตๆนั้น ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมต่อกับเมืองๆอื่น

หากคุณนึกภาพไม่ออกให้ลองวงกลมพื้นที่ตัวเมืองที่คุณอาศัยอยู่ ไม่ว่าพื้นที่ตรงนั้นจะเป็นย่านธุรกิจหรือย่านที่อยู่อาศัย แล้วคุณจะสังเกตุเห็นว่ามันมักจะมีถนนที่เป็นถนนเส้นหลักสำหรับเชื่องกับเมืองอื่นๆเสมอ แล้วที่นี้ให้ลองวงกลมเมืองที่อยู่ใกล้เคียง แล้วคุณจะสังเกตุเห็นว่าจุดที่คนที่มีนามสกุลแบบเดียวกันนี้จะอาศัยอยู่ตรงบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมต่อ ทางเข้า/ทางออก ระหว่างเมืองเสมอ ราวกับว่าพวกเขาเป็นคนคอยเฝ้าประตูเข้าออกเมือง

เรื่องแปลกอีกอย่างก็คือ ทุกๆคนในตระกูลนี้มักจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือพูดง่ายๆว่าเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ( อายุสั้น ) คือถ้าเป็นแต่ก่อนที่อัตราการตายของผู้คนนั้นสูงกว่าปัจจุบัน มันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร แต่ทว่า ครอบครัวนี้มีอัตราการตายตามอายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น (ยกตัวอย่าง ถ้าในปัจจุุบัน อัตราตาย เฉลียบุคคลจะช่วงอายุประมาณ 80ปี อายุขัยการตายเฉลี่ยของพวกเขาจะน้อยกว่านั้น)

ซึ่งถ้าพิจารณากันแบบจริงๆจังๆ ยังไงก็ต้องบอกได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ซึ่งพอมาดูรายละเอียดลึกลงไปจะพบว่า แต่ละครอบครัวให้กำเนิดบุตรของแต่ละครอบครัวรวมกันได้ทั้งหมด10คน แต่ว่าเด็กทารกทั้งสิบคนนี้เสียชีวิตในเวลาไม่กี่ปีให้หลัง

และคนที่มีอายุสูงสุดในตระกูลนั้นไม่เคยมีใครมีอายุเกินอายุ 30เลย แม้แต่คนเดียว และเมื่อดูสาเหตุการเสียชีวิตของพวกเขาก็มักจะถูกลงบันทึกไว้ว่าเสียชีวิตด้วยโรคร้ายแรงบางอย่าง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังอายุน้อยก็ตามที

ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่ G สังเกตุเห็นความปกติของครอบครัวนี้เป็นอย่างแรก Gนั้นต้องลงบันทึกข้อมูลการเสียของผู้คนในเมืองเพื่อส่งต่อให้กับทางการด้วย และรายงานการเสียชีวิตส่วนมากที่เขาส่งไปให้ทางการก็มักจะมาจากตระกูลนี้

ในตอนแรก G คิดว่าสาเหตุการตายของพวกเขาส่วนมากเกิดจากการที่พวกเขาอาจจะเกิดจากการฆาตรกรรม หรือทำความผิดร้ายแรงอะไรบางอย่าง ซึ่งมันเกิดจากความลำเอียงของ G ที่ยังมีความรู้สึกรังเกียจพวกบุระคุอยู่ เขาคิดว่าพวกเขาอาจจะฆ่าลูกๆของพวกเขาทิ้งเพื่อที่จะนำเลือดของเด็กพวกนั้นไปขาย

ด้วยความสงสัยที่เพิ่มมากขึ้น G เริ่มไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรกับเรื่องพวกนี้ดี และเขาก็ไม่รู้ว่าเขาควรจะไปปรึกษาใครด้วย แล้วปัญหาเหล่านี้มันก็เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของบุคคลผู้นั้น และมันจะดูไม่ดีแน่ๆหาก G พยายามที่จะเที่ยวหาข้อมูลส่วนตัวของผู้คนเหล่านี้ในที่ทำงาน จนสุดท้ายเขาก็ตัดสินที่จะไม่พูดถึงมันเป็นปีๆเพราะเขาเองไม่อยากที่จะมีปัญหา

แต่ว่าความสงสัย ความอยากรู้รู้อยากเห็นของเขาก็เริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อคราวนี้เขาพบว่าภายในหนึ่งเดือน ครอบครัวนี้ มีคนเสียชีวิตถึงสามคนติดต่อกัน ซึ่งระยะการตายนั้นห่างกันเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง จนสุดท้ายเขาตัดสินใจที่จะไปตรวจสอบด้วยตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

วันหยุดวันหนึ่ง, เขาตัดสินใจที่จะไปเยี่ยมหนึ่งในบ้านที่คนตระกูลนี้อาศัยอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขานั้นอาศัยกันอยู่อย่างปลอดภัย และถ้าหากเกิดอะไรขึ้นหรือเขาพบอะไรที่ต้องสงสัยว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องเสียชีวิต เขาจะได้นำเรื่องไปแจ้งตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือในทันที

ในตอนนั้นมันเป็นช่วงต้นฤดูร้อน และก็แน่นอนว่าอุณหภูมิที่สูงและแสงแดดที่แรงมันทำให้เมืองทั้งเมืองกำลังอยู่บนเตาย่าง เขาเดินทางไปสำรวจยังหนึ่งในบ้านของพวกเขา (ในยุคสมัยนั้น รถยนต์ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ราคาสูงมาก ซึ่งคนที่มีเงินหรือพวกเศรษฐีเท่านั้นที่จะสามารถซื้อได้)

ซึ่งเขาเองก็แอบรู้สึกตัดสินใจผิดพลาดที่เลือกที่จะทำการสำรวจในวันที่ร้อนระอุเช่นนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีสำหรับเขาที่เมื่อเขาใกล้พื้นที่ที่บ้านแห่งนั้นตั้งอยู่ อุณหภูมิก็ค่อยๆลดลง

“โอ้ขอบคุณพระเจ้า” เขาคิดเช่นนั้นเพราะเขารู้สึกว่าเขาใกล้ถึงบ้านหลังนั้นแล้ว

แต่ทว่า ยิ่งเขาเข้าใกล้บ้านหลังนั้นมากเท่าไหร่ อากาศก็เริ่มที่จะแย่ลงเรื่อยๆ จากอากาศที่เย็นสบาย มันกลับกลายเป็นหนาวเย็นขึ้นเรื่องเมื่อเขา เริ่มเข้าใกล้มากขึ้น

น่าแปลกที่แสงแดดในวันนั้นแรงมากๆ และเขากำลังเดินอยู่ภายใต้แดดอันร้อนระอุ แถมยังไม่มีร่มเงาของต้นไม้อีกต่างหาก แต่แสงแดดที่แผดเผาผิวหนังของเขามันทำให้เขาตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ

ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็จะเป็นความรู้สึกเหมือนตอนที่คุณกระโดดลงไปในอ่างน้ำที่มีน้ำร้อนอยู่ในอ่าง และเมื่อผิวหนังของคุณสัมผัสกับน้ำร้อนในทันที ตัวของคุณจะรู้สึกเย็นจนขนลุดในทันที

ตัวเขาเองลืมที่จะตรวจป้ายชื่อของบ้านเพื่อให้แน่ใจว่าบ้านที่เขาตามหาอยู่นั้นถูกต้องจริงๆ ซึ่งเขาเองก็สันนิษฐานว่าบ้านที่เขาตามหาอยู่นั้นอาจจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ตั้งอยู่ตรงสุดทางของถนนแห่งนี้ และเขาเองก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลออกมาจากบ้านหลังนั้น ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ยืนกับเขาว่าต้องใช่บ้านหลังนั้นแน่ๆ

ถึงแม้ว่าสัญชาตญาณของเขาจะบอกให้เขาเองนั้นอย่าเข้าไปใกล้กับตัวบ้านนั้น แต่เขาก็พยายามที่จะเข้าไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อที่จะได้ชะโงกดูจากบริเวณพื้นที่หน้าบ้าน จากเท่าที่เห็นพื้นที่หน้าบ้านนั้นขาดการดูแลมาเป็นเวลานาน มันถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าและวัชพืชที่โตขึ้นสูงมาก ซึ่งมันดูเหมือนกับว่าสถานการณ์การเงินภายในบ้านพวกเขานั้นไม่ค่อยดี และเขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติหรือสัญญาณว่ามีการฆาตรกรรมเกิดขึ้น

แต่ยิ่งเขาอยู่ใกล้กับตัวบ้านนานเท่าไหร่, เขาก็ยิ่งรู้สึกผวามากขึ้นเรื่อย และบรรยากาศอันเย็นยะเยือกที่ทวีความหนาวขึ้นเรื่อยๆมันทำให้เขาถึงกับงุนงง “ทำไมที่นี่มันเย็นยะเยือกขนาดนี้? วันนี้มันเป็นวันที่อากาศควรที่จะร้อนเอามากๆสิ…” เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า และทันใดนั้นเขาก็เห็นสังเกตุอะไรบางอย่างจากหางตาของเขา

เขาคิดว่าเขาเห็นบางอย่างที่มีขนาดเล็ก, เช่นลิงตัวสีดำ แต่ก่อนที่เค้าจะปรับสายตาของเขาให้เป็นปกติ มันก็หายไปแล้ว ซึ่งมันทำให้ G รู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาในทันที

“บ้านหลังนี้ต้องโดนอะไรบางอย่างหลอกหลอนอยู่แน่ๆ”

“นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนจำนวนมากในครอบครัวนี้ต้องมีอันเป็นไปแน่ๆ”

“แต่ว่า, แล้วบ้านหลังอื่นๆละ…? บ้านหลังอื่นๆที่ผู้คนในตระกูลอาศัยอยู่จะเจอเหตุการณ์แบบนี้ด้วยหรือเปล่า? ”

“พวกเขากำลังถูกอะไรบางอย่างตามหลอกหลอนอยู่หรือเปล่า?”

สำหรับ  G มันเป็นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจได้เลย เขาจึงตัดสินใจที่จะปรึกษากับหัวหน้าของเขาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นที่ ที่ทำงานของเขา

วันต่อมา, เขาได้รายงานทุกอย่างที่เขาเห็นเมื่อวานให้กับหัวหน้าของเขา รวมไปถึงสิ่งเขาเห็นที่ดูเหมือนกับลิงสีดำๆ

สีหน้าของหัวหน้าของเขานั้นดูซีเรียสขึ้นมาในทันที และเขาพูดกับ G ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“ห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาดเลยนะ”

G ถามเขาว่าเขารู้อะไรมาเกี่ยวกับคนในตระกูลนั้นบ้าง แต่หัวหน้าของเขาก็ทำท่าทีเหมือนกับว่าเขานั้นไม่รู้เรื่องราวใดๆทั้งสิ้น

แต่ G ก็พยายามถามเขาเรื่อยๆเพื่อที่จะรู้ความจริง จนสุดท้ายหัวหน้าของเขาก็ยอมบอกความจริงกับเขา

“ไอ้บ้านพวกนั้นนะ มันคือสถานที่สำหรับทำการสังเวยสำหรับเมืองแห่งนี้”

ผู้คนในตระกูลนั้นนะถูกกำหนดให้เป็นเครื่องสังเวยสำหรับผู้คนอื่นๆที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้

ผู้คนในยุคโบราณ มักจะเชื่อมั่นในเรื่องของวิญญาณมากกว่าในปัจจุบัน นี่คือก่อนที่วิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้น ในยุคสมัยเฮอันซึ่งเกิดโศกนาฏกรรมและโรคต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาเชื่อกันว่าเกิดจากการกระทำของพวกภูตผี วิญญาณร้ายเท่านั้น และหมอผีก็มีเสียงที่ทรงพลังมากในการตัดสินใจทางการเมืองในยุคสมัยนั้น

เมื่อพวกเขาเชื่อว่าสิ่งชั่วร้ายได้เข้ามายังเมือง เช่นเดียวกับการลงโทษของพระเจ้า หรือปีศาจชั่วร้ายได้เข้ามาทำอันตรายผู้คน ดังนั้นการที่ให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งไปอยู่ตรงบริเวณปากทางเข้าหรือทางออกของตัวเมือง เหล่าปีศาจหรือวิญญาณร้ายก็จะทำการหลอกหลอนผู้คนในบ้านนั้นก่อน ถ้าพูดกันง่ายๆก็คือให้พวกเขารับเคราะห์แทนผู้คนอื่นๆในเมืองแห่งนั้น ซึ่งพวกเขาได้ตัดสินใจที่จะใช้ผู้คนชาวบุระคุเป็นเครื่องสังเวยมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยเอโดะ หรือมุโรมาจิ

แต่จากเท่าที่หัวหน้าของ G บอก, พวกบุระคุไม่รู้เรื่องราวพวกนี้ พวกรัฐบาลนั้นก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าพวกบุระคุจะไม่รู้เรื่องนี้ รัฐบาลมักจะให้เหตุผลบางอย่างที่เอื้อประโยชน์แก่ชาวบุระคุเพื่อให้พวกเขาไปอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

พวกเขาบางทีอาจจะรู้อะไรบางอย่างแต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยจนมันแทบจะทำให้พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ เรื่องคงามลับเหล่านี้ไม่เคยได้ถูกพูดถึงหรือมีการพูดคุยกันระหว่างพวกเขาชาวบุระคุกับพวกรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย

แต่ผู้คนที่ทำงานที่นี่มักจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอัตราการตายที่สูงของผู้คนในตระกูลนี้ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่นโรคระบาด หรือเกิดอุบัติเหตุโศกนาฏกรรมระหว่างภายในครอบครัวของพวกเขา

หน้าที่ๆต้องตกเป็นเหยื่อเครื่องสังเวยนั้นไม่ได้มีแค่ชาวบุระคุเท่านั้น ในบางเมืองนั้น,ครอบครัวไหนที่ก่อคดี หรือสร้างปัญหาให้กับผู้คนในพื้นที่ หรือคนต่างถิ่นที่ย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองนั้น ก็จะถูกจัดให้เป็นเหยื่อยเช่นกันโดยการให้พวกเขาไปอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น และก็แน่นอนพวกเขาไม่เคยรู้ความจริงที่เกิดขึ้นเลย

คำบอกเล่าจากปู่ของผมก็จบลงที่ประโยคนี้

“เมืองบางแห่ง…พวกเขาเองยังคงทำเรื่องพวกนี้อยู่ เพราะฉะนั้น ระวังตัวไว้ให้ดีๆเวลาที่เธอย้ายไปยังเมืองแห่งใหม่”

ซึ่งตัวของผมเองก็คงให้คำแนะนำได้เพียงแค่

เมื่อคุณย้ายเข้าไปยังที่แห่งใหม่, หรือเมืองที่คุณไม่คุ้นเคย, และหากผู้คนท้องที่แห่งนั้นพยายามตื้อหรือคะยั้นคะยอให้คุณทำการเช่าบ้านอยู่แทนที่จะไปเช่าอพาร์ทเม้นท์ โดยที่คุณนั้นมีแพลนที่จะอาศัยอยู่คนเดียว ให้พึงระวังไว้ว่าคุณอาจจะโดนหลอกให้เป็นเหยื่อก็ได้

.

.

.

จบเรื่องราวของครอบครัวที่ อายุสั้น

What do you think?

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading…

0
thb-the-shed-at-the-end-of-the-village-pt-2-cover

โรงเก็บของที่ท้ายหมู่บ้าน | Part 2

KAMOME | CHAPTER 1